Travel the World – ดื่มศิลปะ เคล้าวัฒนธรรม แกล้มประวัติศาสตร์

12/09/2010

กากาดู หอศิลป์ถิ่นจระเข้

ผลงานศิลปะชั้นดีไม่ได้มีแต่ในหอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์ชั้นนำ หากซ่อนอยู่ในวงล้อมธรรมชาติรังสรรค์ อย่างที่อุทยานแห่งชาติคาคาดู (Kakadu National Park) มรดกโลกแห่งนี้มีภาพขีดเขียนบนหินสีส้มแดงอายุกว่าสี่หมื่นปีของชาวอะบอริจิน ในหุบผาหินงามเว้าแหว่งแทรกสายน้ำตก แวดล้อมด้วยผืนป่าชุ่มน้ำกว้างใหญ่ไพศาลอันเป็นแหล่งอาศัยสิ่งมีชีวิตหายาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจระเข้น้ำเค็มขนาดมหึมา

การเผชิญหน้ากับชาวพื้นเมืองเก่าแก่ หรืออะบอริจิน (Aborigine) ที่บางครั้งไม่เป็นมิตร ชื่อประจำถิ่นอ่านยากชวนกุมขมับ หรือสภาพอากาศแปรปรวน แมลงรบกวนมากมาย ไม่อาจเป็นอุปสรรคยับยั้งไม่ให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาเยือนอุทยานแห่งชาติใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียครอบคลุมพื้นที่ 20,000 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ นับคร่าว ๆ มีจำนวนมากกว่าสองแสนรายต่อปี

“คาคาดู” เป็นศัพท์ที่เซอร์บัลวิน สเปนเซอร์ (Sir Baldwin Spencer) นักโบราณคดีและชีววิทยา ใช้เรียกผู้คนที่อาศัยบริเวณย่านแม่น้ำจระเข้ เพี้ยนมาจากคำพื้นเมือง “กากัดจู” (Kakudju หรือ Gagadju) ของชาวอะบอริจิน แต่ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าชื่อเรียกขานนี้ไม่มีความหมายพิเศษ (อ้างจาก Sydney Morning Herald, 8 กุมภาพันธ์ 2004)

ความหมายที่แท้จริงของคาคาดูนั้นยากจะพรรณา ด้วยเป็นหนึ่งในพื้นที่บรรจุงานศิลปะบนหินของชาวพื้นเมืองที่หนาแน่นที่สุดในโลก มีชุมชนชาวอะบอริจินทั้งหมด 5,000 แห่ง “เจ้าบ้าน” คือเผ่าบินอิ้ง (Bininj) หรือมูงกวย (Mungguy) อันเป็นชนกลุ่มแรกก่อน “ผู้บุกรุก” ผิวขาวที่เข้ามาใช้ประโยชน์และแย่งชิงทรัพยากร โดยชนชาติแรกที่มาสำรวจแผ่นดินนี้เป็นชาวดัทช์ในปี ค.ศ. 1623 ก่อนความพยายามเข้ามาตั้งรกรากของชาวอังกฤษช่วงปี 1830 ตามมาด้วยพวกล่าควายน้ำ (Water Buffalo Hunters) ในช่วงทศวรรษ  1880

สำหรับชาวอะบอริจิน ศิลปะฝังแน่นในสายเลือดและจิตวิญญาณของพวกเขา ทำให้แต่ละชุมชนผลิตงานศิลปะของตัวเอง แต่หากจะเสพงานศิลปะพื้นเมืองของชาวอะบอริจินให้ถึงแก่น ต้องรู้จักคำว่า “Dreamtime” – - หมายถึงห้วงยามที่โลกถูกสร้างขึ้น ซึ่งพวกเขาถือเป็นยุคที่บรรพบุรุษปรากฏตัวขึ้นบนโลก ตั้งกฏเกณฑ์ และขนบธรรมเนียมประเพณีในการใช้ชีวิต เมื่อ “ยุคสร้างโลก” นี้จบลง บรรพบุรุษเหล่านั้นก็เปลี่ยนร่างเป็นภูเขาสายน้ำและสัตว์นานา ดังนั้น ชาวพื้นเมืองจึงวาดภาพศิลปะบนหินและทรายเพื่อรำลึกถึง “ยุคสร้างโลก” ซึ่งเป็นวัฏจักรของจิตวิญญาณนิรันดร แสดงให้เห็นว่าชาวอะบอริจินเชื่อมโยงกับบรรพบุรุษและธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง

ภาพเขียนโบราณของชนพื้นเมืองหาชมได้ 2 จุดใหญ่ ๆ คือ 1) เพิงผาบริเวณ Ubirr (หิน Obiri) ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของคาคาดู 2) Nourlangie Rock และ Nanguluwur ในดินแดน Arnhem โดยส่วนใหญ่เกี่ยวกับการล่าสัตว์ พิธีกรรมทางศาสนา ตำนานบรรพบุรุษผู้สร้างโลก ระบายด้วยสีแดงส้ม เหลือง ขาวและดำเป็นหลัก

Ubirr โดดเด่นไปด้วยความเชื่อทางศาสนาของคนในยุคเก่าก่อน เช่น “จิตวิญญาณแห่งมิมี่” (Mimi Spirit) ทำท่ากำลังจะโยนหอก, “งูสายรุ้ง” (Rainbow Serpent) หนึ่งในสัญลักษณ์ศิลปะพื้นเมืองที่เก่าแก่ที่สุด มีอายุกว่า 23,000 ปี, “พี่น้องนามาร์การ์น” (Namarrgarn Sisters) วิญญาณเจ้าเล่ห์ผูกเชือกกับอวัยวะผู้อื่นจนทำให้เจ็บป่วย และ “นายหญิง” เจ้าของอำนาจเงียบในชื่อพื้นเมืองว่า “Garranga’rrelito” นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยสัตว์พื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นปลาบารามุนดิ (Baramundi) ตะกวดออสเตรเลีย (Goanna) เต่า (Turtle) เม่นแคระ (Possum) วอลลาบี (Wallaby) และจิงโจ้ (Kangaroo) ที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่าคือภาพวาดแสดงโครงสร้างภายใน หรือ “เอ็กซเรย์” ที่ล้ำหน้าเกินยุค เจาะลึกไปถึงกระดูกและอวัยวะทั้งคนและสัตว์ ซึ่งเชื่อกันว่าชาวอะบอริจินเริ่มวาดภาพแนวนี้ราว 2000 ปีก่อนคริสตกาล

ผลงานร่วมสมัยก็หาดูได้ พัวพันกับชาวยุโรปเป็นหลัก ได้แก่ นักล่าควายน้ำยุคแรกๆ จากภาพชายยืนล้วงกระเป๋า ส่วนอีกคนก็ท้าวสะเอว ทำท่าวางกล้ามออกคำสั่งกับชาวอะบอริจิน

หอศิลป์ธรรมชาติอีกแห่งในคาคาดูที่ไม่ควรพลาด คือที่ Nourlangie Rock จะพบภาพวอลลาบีหินหูสั้นที่ทำขึ้นโดยการสกัดหิน ใกล้ ๆ กันมีภาพบรรพบุรุษใน “ยุคสร้างโลก” “นามอนจ็อก” (Namondjok) ที่มีตำนานแตกต่างกันไปในแต่ละเผ่า บ้างก็ว่าอาศัยอยู่บนท้องฟ้า เห็นได้เฉพาะเวลากลางคืนเป็นจุดดำ ๆ บนทางช้างเผือก บ้างก็ว่าละเมิดกฏพื้นเมืองเอาน้องตัวเองมาเป็นเมีย

ข้าง ๆ “นามอนจ็อก” มี “นามอาร์กอน” (Namarrgon) ยืนตระหง่าน รู้จักกันในนาม “ชนสายฟ้า” (Lightning Man) บรรพบุรุษที่ควบคุมพายุฟ้าคะนองในฤดูฝน ข้างใต้มี “บาร์จีน” (Barrginj) ผู้เป็นภรรยา สืบทายาทเป็นตั๊กแตนหลากสี ซึ่งกำหนดภาษา ความเชื่อ ค่านิยมและโครงสร้างทางสังคมในยุคสร้างโลก ทุกวันนี้อาจพบ “ทายาทของชนสายฟ้า” ในแหล่งธรรมชาติก่อนเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก เชื่อกันว่าส่งเสียงหวีดร้องให้บิดานำสายฝนมาตกตามฤดูกาล

โชคดีจริง ๆ ที่รัฐบาลออสเตรเลียล้มเลิกโครงการเหมืองแร่ยูเรเนียม Jabiluka ที่อยู่ใกล้ ๆ ไปเมื่อปี 2003 นอกจากช่วยรักษาชนพื้นเมือง “Mirrar” ได้หนึ่งเผ่า ยังเพิ่มความมั่นคงทางจิตใจให้กับชนพื้นถิ่น ใครจะไปรู้ผลกระทบในภายภาคหน้า อาจไม่เหลือใครคอยส่งเสียงเตือนฤดูฝน หรือบรรพบุรุษผู้สร้างโลกสำแดงฤทธิ์ผิดเพี้ยนด้วยความพิโรธถึงขั้นทำให้ลูกหลานตายตกตามกัน

บริเวณนี้มีศิลปะยุคหลังเกี่ยวกับการเดินทางมายังคาคาดูของชาวยุโรปโดยใช้เรือเป็นพาหนะ แต่ภาพใหม่ ๆ ที่ฮือฮาที่สุดคือผลงานของ Najombolmi ในทศวรรษ 1960 นำเสนอ “มิมิ” (Mimi) วิญญาณใน “ยุคสร้างโลก” กำลังพุ่งหอก ส่วนงานศิลปะบนหินที่ใหม่ที่สุดในคาคาดูถูกวาดขึ้นในปี 1986 หาชมได้บริเวณ Nanguluwu (หรือ Nanguluwur) ใกล้ ๆ Nourlangie Rock นั่นเอง

อีกด้านหนึ่งของอู่อารยธรรมคาคาดู กำเนิดจากแม่น้ำสี่สายคือแม่น้ำจระเข้ใต้-ตะวันออก-ตะวันตก และแม่น้ำไวลด์แมน (“คนเถื่อน”) คือระบบนิเวศน์ที่ซับซ้อนและความหลากหลายทางชีวภาพ อุดมไปด้วยพันธุ์พืช 1,275 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (Mammal) 62 ชนิด แมลง 10,000 ชนิด และสัตว์เลื้อยคลาน (Reptiles) กว่า 123 ชนิด ส่วนนกมีประมาณ 280 ชนิด ปลาน้ำจืด 51 ชนิด – เชื่อหรือไม่ว่าที่นี่เป็นแหล่งอาศัยของหนึ่งในสี่ของสายพันธุ์ปลาน้ำจืด และหนึ่งในสามของสายพันธุ์นกของออสเตรเลีย!

คาคาดูจึงเป็นแดนในฝันสำหรับคนรักการผจญภัยท่ามกลางฝูงสัตว์ป่า ยิ่งหนังเรื่อง Crocodile Dundee ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำ ยิ่งประโคมชื่อเสียงในเรื่องจระเข้ชุกชุม มีทั้งจระเข้น้ำจืด (Freshwater Crocodile) ตามแม่น้ำลำห้วย สมทบด้วยแก๊งค์จระเข้น้ำเค็ม (Estuarine crocodile) ตัวใหญ่เบ้ง คอยแอบอิงตามชายฝั่งทะเล อำพรางตนอยู่ในป่าโกงกางหรือพลัดเข้ามาไกลหน่อยในช่วงน้ำขึ้น ซึ่งพันธุ์ไหน ๆ ก็เห็นคนเป็นอาหารได้ทั้งนั้น

ริจะมาเที่ยวที่นี่ ต้องปฏิบัติตามกฏอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่แค่เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเอง แต่เป็นของธรรมชาติด้วย เราจึงเดินป่าได้เฉพาะเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่กำหนด หากฝ่าฝืนถือว่าผิดพระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพปี 1999 (Environment Protection and Biodiversity Conservation Act 1999) เจอโทษแรงด้วยนะขอบอก

ค่าเข้าอุทยานแห่งชาติคาคาดูคือ $25 (เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี และพลเมืองเขตเหนือของออสเตรเลียไม่ต้องจ่าย) มีอายุ 14 วัน ทว่ามีเวลาวันเดียวก็เที่ยวคาคาดูได้หากเร่งรี่แต่เช้า ตรงดิ่งไปศูนย์แนะนำนักท่องเที่ยว (Bowali Visitor Centre) หรือเริ่มที่พื้นที่ศิลปะ Ubirr (Obiri Rock) จากนั้นก็ล่องเรือบนแม่น้ำจระเข้ตะวันออกชมสิ่งชีวิตประจำป่าเขตร้อน ผ่านฝูงจระเข้ และนกน้ำนานา อาทิ นกกระเรียนออสเตรเลีย (Brolgas), นกกระสาคอดำ (Jabiru), นกเป็ดแดง (Whistling Duck), เป็ดราชา (Radjah shelduck), นกน้ำแม็กไพกูส (Magpie geese), นกกินปลา (kingfisher) และนกกระสา (heron)  ชมน้ำตกแฝดและน้ำตกจิมจิม (Jim Jim) ที่สูงกว่า 250 เมตร พร้อมกับทัศนาแหล่งรวมศิลปะบนหินของชาวอะบอริจินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ควรมีเวลาสัก 3 วันเพื่อซึมซาบวิถีคาคาดูให้เต็มอิ่ม นอนที่ออรอร่า คาคาดู ลอดจ์ (Aurora Kakadu Lodge) ในอุทยานฯ สักคืน บางรายตบท้ายด้วยการพักโรงแรมหรูกากัดจู (Gagadju) ทรงจระเข้ในเครือฮอลิเดย์อินน์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 60 กิโลเมตร

ก่อนไปเยือนอุทยานแห่งชาติคาคาดู ควรศึกษาข้อมูลสภาพอากาศให้รอบคอบ เพราะที่นี่มีถึง 6 ฤดู เรียกขานตามภาษาพื้นเมืองได้ดังนี้ 1) Gunumeleng ฤดูก่อนมรสุม ช่วงกลางตุลาคม – ธันวาคม อากาศเริ่มชื้นมากขึ้น ฝนฟ้าคึกคะนองช่วงกลางวัน ปลาบรามุนดิเริ่มวางไข่ 2) Gudjewg ฤดูมรสุม ธันวาคม – มีนาคม จัดเป็นฤดูฝนขนานแท้ น้ำหลากพืชพรรณเขียวชอุ่ม ขนาดหญ้าหอก (Spear Grass) สูงได้กว่า 2 เมตร 3) Banggerreng ฤดูฟ้าแจ่มใส ในเดือนเมษายน อากาศเริ่มเย็นสบาย ท้องฟ้าและลำน้ำใส ชาวพื้นเมืองจะเริ่มล่าสัตว์และเก็บเกี่ยวผลผลิตจากธรรมชาติ 4) Yegge เดือนพฤษภาคม เข้าสู่ฤดูหนาว 5) Wurrgeng หรือฤดูหนาว อยู่ระหว่างมิถุนายน – สิงหาคม 6) Gurrung ฤดูร้อนและแห้งแล้ง สิงหาคม – กันยายน ถ้ามาก็จะเห็นไม้เปลือกร่อนผลิดอกสะพรั่งติดแอ่งน้ำซึ่งอุดมด้วยนกน้ำ

นักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนคาคาดูในช่วงฤดูหนาว (มิถุนายน – สิงหาคม) ปัจจัยหลักคือแมลงรบกวนน้อย อากาศไม่ร้อนอบอ้าวทรมาณสังขารเกินไป หากเบื่อฝูงชนให้หลีกเลี่ยงเดือนกรกฎาคม ส่วนช่วงที่ไม่น่าไปเลยก็คือหน้าฝน (ฤดูมรสุม) เพราะลำบากลำบนจนบริการหลายอย่างถูกยกเลิก
หากไม่เกรงการเผชิญหน้ากับจระเข้ดุร้าย ยังมีความงามชวนตื่นเต้นรอให้ชมอีกแบบในหน้าฝน นั่นคือ พายุฝนฟ้าคะนองคำรามกึกก้อง อวดสายฟ้าแตกระแหงแจ่มชัด คราวนี้แหละ ผู้มาเยือนจะได้อภิเชษฐ์กับความยิ่งใหญ่ของ “ชนสายฟ้า” ตำนานบรรพบุษของชาวอะบอริจิน

อุปสรรคคงมีเพียงอย่างเดียวตรงที่ – - ไม่ค่อยมีใครกล้า!!

ข้อมูลประกอบการเขียน
- Australian Government : Department of the Environment, Water, Heritage and the Arts; Tourism Australia; Exploring World Art โดย Andrea P. A. Belloli และ Public Broadcasting Service (PBS)
- ขอขอบคุณ Tourism Australia, OZ Outback และ Australian Traveller ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบ

(emof ปีที่ 5 ฉบับที่ 62 สิงหาคม 2553)

29/06/2010

ฉางชุน….ใบไม้ผลิยาวนาน บัลลังก์แสนสั้น

ฉางชุน (Changchun) อ่อนหวานด้วยความหมาย “ฤดูใบไม้ผลิอันยาวนาน” แข็งแกร่งด้วยอุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนและเคยมีอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับเกรียงไกร แต่สำหรับนักท่องเที่ยว พวกเขามุ่งไปยังฐานที่มั่นสุดท้ายของ “The Last Emperor” – อ้ายซินเจียหรอ ผู่อี๋ (ปูยี) 

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงขอวกกลับมาเขียนเรื่องเมืองจีนอีกครั้ง เพราะประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ชิงไม่ได้สิ้นสุดสมบูรณ์ที่เป่ยจิง (ปักกิ่ง) อุตส่าห์เล่าเรื่องบรรพบุรุษชาวแมนจูเข้ามายึดอำนาจชาวฮั่นตั้งแต่เมืองเสิ่นหยาง (มุกเด็น) ควรร่ายให้ถึงบทอวสาน 

ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 บ้านเมืองของจีนระส่ำระสายโถมด้วยศึกในและศึกนอก ศัตรูต่างแดนตัวฉกาจของจีนหาได้มีแต่ชาวตะวันตกนำโดยอังกฤษและฝรั่งเศสที่เผาพระราชวังฤดูร้อนหยวนหมิงหยวนไปสองครา หากยังมีญี่ปุ่น ประเทศเล็ก ๆ กลางมหาสมุทร ศูนย์รวมชนชาติที่เชื่อมั่นว่าดวงอาทิตย์เป็นผู้ให้กำเนิด

หลังญี่ปุ่นยึดเกาหลีได้จากจีนในปี 1895 ปรับสิทธิการค้าในแดนมังกรจนเท่าเทียมชาติตะวันตก พร้อมกับสนธิสัญญาใหม่ที่ได้เปรียบยิ่งขึ้น ตามด้วยชนะสงครามญี่ปุ่น – รัสเซียอย่างราบคาบในปี 1905 ทำให้ลูกพระอาทิตย์ฮึกเหิมในแสนยานุภาพทางทหารของตนอย่างที่สุด

เมื่อสิ้นฮ่องเต้กวงสูในปีค.ศ.1908  พระนางฉือสี่ไท่โฮ่ว (ซูสีไทเฮา) ทรงแต่งตั้งอ้ายซินเจียหรอ ผู่อี๋หรือปูยี (7 กุมภาพันธ์ 1906 – 17 ตุลาคม 1967) ขึ้นครองราชย์ด้วยพระชนม์พรรษาเพียง 2 ปี 10 เดือน ก่อนพระนางสวรรคตไม่กี่วัน ทว่าศึกชิงอำนาจนอกพระราชวังต้องห้ามยิ่งทวีความชัดเจน หลังจากกลุ่มปฏิวัติทางตอนใต้ยึดอู่ชาง (Wuchang) เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย (Hubei) สำเร็จ  ก่อตั้งรัฐบาลทหารหูเป่ย และประกาศเอกราชสำเร็จ ในปี 1911 ที่เรียกกันว่า “ปฏิวัติซินไฮ่” หรือการล้มล้างราชวงศ์ชิง 

ปี 1911 ถือเป็นเส้นขีดให้ราชวงศ์ชิงสิ้นสุดอย่างเป็นทางการ แต่ไม่ใช่สำหรับจักรพรรดิผู่อี๋ แม้ฝ่ายปฏิวัติ (คือพรรคก๊กมินตั๋งในยุคต่อมา) จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นที่เมืองหนานจิง (Nanjing) เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ ในปีถัดมา  เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นสาธารณรัฐจีน (Republic of China)  พระองค์ก็ยังประทับอยู่ในพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง แม้ถูกบังคับให้สละราชบังลังก์ไปแล้ว

สาธารณรัฐยังคงวายวุ่นไม่ลงตัว กลุ่มปฏิวัติเสียงแตกยอมจับมือกับหยวนซื่อข่าย แม่ทัพใหญ่ผู้ทรยศราชวงศ์ชิง ส่งผลให้ดร. ซุนจงซาน (ซุนยัดเซ็น) ขอลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีเพราะไม่เห็นด้วย หยวนซื่อข่ายรี่เข้าสวมแทนทันที สุมในใจด้วยแผนชั่วมุ่งจะเป็นฮ่องเต้คนต่อไปแทนที่จะปฏิรูปประเทศให้ก้าวหน้าตามแนวทางของดร. ซุนยัดเซ็น อย่างไรก็ตาม หยวนซื่อข่ายได้สวมฉลองพระองค์สมใจไม่ถึง 3 เดือนก็ถูกบีบให้สละทุกตำแหน่ง กลับสู่ระบอบสาธารณรัฐดังเดิม จุดจบของเขาคือช้ำใจตาย

ระหว่างนี้มีช่องว่างเล็ก ๆ ให้มีคนช่วยปฏิวัติในปี 1917 เพื่อฟื้นราชวงศ์ชิง ทว่าเพลี่ยงพ่ายภายในไม่กี่วัน เพราะผู้จงรักภักดีหลืออยู่น้อย อย่างไรก็ตาม จักรพรรดิผู่อี๋ก็ถูกกักกันในวังต่อไปจนเติบใหญ่ ส่วนบ้านเมืองก็ยังไม่สุขสงบ กระทั่งฟงยู่เสียงทำรัฐประหารนำกองกำลังเข้าปิดล้อมพระราชวังต้องห้ามในปี 1924  ถึงเวลาต้องหอบจากลา ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากญี่ปุ่นให้พำนักในเขตสัมปทานในเมืองเทียนจินตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ 1925 

แล้วลูกพระอาทิตย์ก็ออกลาย ญี่ปุ่นยึดดินแดนแมนจูเรียซึ่งเป็นพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนในอีกไม่กี่ปีถัดมา ตั้งเป็นแมนจูกั๋ว (แปลว่า “ประเทศแมนจู”) เมื่อ 1 มีนาคม 1932 โดยมีฉางชุนเป็นศูนย์กลาง สร้างพระราชวังเว่ยหวงกง และอัญเชิญผู่อี๋เป็นจักรพรรดิอย่างเป็นทางการในปีค.ศ. 1934

ถือได้ว่าจักรพรรดิผู่อี๋ร่วมมือกับญี่ปุ่นอย่างลับ ๆ มาตั้งแต่ปี 1925 ฝ่ายแรกอยากยืมมืออีกฝ่ายทวงบัลลังก์คืน ส่วนฝ่ายหลัง “ปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ” อำพรางกลลวงหวังครองแผ่นดิน เริ่มจากแมนจูเรียที่ญี่ปุ่นหมายตามานาน ด้วยภูมิประเทศติดจงอยคาบสมุทรเกาหลี ใกล้ดินแดนอาทิตย์อุทัย 

ญี่ปุ่นรอช่องทางสอดแทรกในความขัดแย้ง กรุยทางสู่เหตุปะทะที่มุกเด็น (หรือเมืองเสิ่นหยางในปัจจุบันซึ่งอยู่ไม่ไกลจากฉางชุน) เริ่มจุดไฟสงครามด้วยการลอบวางระเบิดทางรถไฟที่ตนเช่า ป้ายสีว่าเป็นฝีมือค่ายทหารจีนใกล้ทางรถไฟ การกวาดล้างมุกเด็นครั้งนี้ครอบคลุมระยะเวลา 5 เดือน (18 กันยายน 1931 ถึง 18 กุมภาพันธ์ 1932) ซึ่งในเมืองจีนเรียกว่า “เหตุการณ์ 18 กันยายน” จบลงที่สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ซึ่งญี่ปุ่นชนะศึกยึดครองดินแดนแมนจูเรียได้และสถาปนาเป็นแมนจูกั๋วถวายแก่จักรพรรดิผู่อี๋ (แบบมีข้อแม้) ที่จริงก็เป็นศูนย์กลางอำนาจของแมนจูมาแต่โบราณ 

ธงของแมนจูกั๋วระบายพื้นเหลือง ประทับกรอบแถบ 4 สี – แดง น้ำเงิน ขาว ดำ ด้านบนซ้าย สื่อนัยยะรวมชนชาติที่แตกต่างไม่ว่าจะเป็นแมนจู (เหลือง) ญี่ปุ่น (แดง) ฮั่น (น้ำเงิน) มองโกล (ขาว) เกาหลี (ดำ) มีธงประจำจักรพรรดิเป็นสีเหลืองประทับลายกล้วยไม้สีทอง 

จักรพรรดิผู่อี๋อาจยึดแมนจูกั๋วเป็น “รัฐพลัดถิ่น” แต่สภาพไร้สิทธิเสียงในการบริหารแทบทุกกรณี ไม่ต่างจาก “รัฐหุ่นเชิดของญี่ปุ่น” อายุยืนยาวแค่ช่วงปี 1932 – 1945

พระราชวังเว่ยหวงกงในเมืองฉางชุนอาจเรียกว่าเป็น “พระราชวังต้องห้ามแห่งที่ 2″ จักรพรรดิผู่อี๋ก็ได้ ทรงประทับอยู่ในช่วงปี 1935-1945 เป็นกลุ่มอาคารสองชั้นทรงเรียบง่าย ที่โดดเด่นกว่าใครคือตึกถงเต๋อ (Tongde Hall) มีห้องโถงใหญ่รองรับอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติ (อย่างที่เห็นในภาพยนตร์เรื่องThe Last Emperor) ชั้นบนมีห้องบรรทม ห้องอ่านหนังสือ ห้องบิลเลียด เปียโน โต๊ะปิงปอง และตึกชิงหมิง (Qinmin) สำหรับว่าราชการแผ่นดิน ประกอบด้วยท้องพระโรง พระที่นั่ง ในพื้นที่ขนาดกระทัดรัด มีสนามม้าอยู่ในบริเวณด้วย

ปัจจุบันรัฐบาลจีนเรียกพระราชวังแห่งนี้ว่า “พิพิธภัณฑ์แห่งพระราชวังและรัฐแมนจู” (Museum of Imperial Palace of Manchu State) เล่าประวัติศาสตร์ด้วยรูปภาพ ข้าวของเครื่องใช้บางส่วนของจักรพรรดิผู่อี๋และพระชายา พร้อมกับหุ่นจำลองเหตุการณ์ มีตึกนิทรรศการแยกเฉพาะเพื่อบอกเล่าความเลวร้ายที่จีนถูกญี่ปุ่นย่ำยี  ฉีดเชื้อโรคร้ายสารพันสู่คนเป็น ๆ เพื่อทดลองอาวุธชีวภาพ คร่าชีวิตคนจีนไปหลายแสนคน รวมทั้งคนเกาหลีด้วย 

หนึ่งในหลักฐานความโหดร้าย “จับคนมาทำเชื้อโรค” ที่โด่งดังที่สุดคือ “หน่วย 731″  ในเมืองฮาร์บินซึ่งญี่ปุ่นใช้วิจัยและพัฒนาอาวุธเคมีและชีวภาพ มีอาคารแยกย่อยถึง 150 หลังและตู้จำนวนหลายพันเพื่อเพาะเชื้อโรค 

สงครามโลกครั้งที่ 2 สลายแสงยานุภาพของญี่ปุ่น ลบแมนจูกั๋วให้เลือนหาย ผู่อี๋กือบได้ย้ายนิวาสถานไปอยู่ญี่ปุ่นมะรอมมะร่อ แต่ถูกทหารของรัสเซียจับตัวได้ขณะที่ทหารญี่ปุ่นนำตัวมายังสนามบินเสิ่นหยางในปี 1945  ถูกกักตัวในไซบีเรีย ประเทศรัสเซียพักใหญ่ ก็ถูกส่งคืนจีนในปี 1950 เข้าห้องขังอยู่ร่วมกับนักโทษการเมืองคนอื่นๆ ในสถานควบคุมที่ฮาร์บิน สวมชุดนักโทษรหัส 981 อยู่นานเกือบ 10 ปี 

อุตสาหกรรมรถยนต์เข้ามาเป็นรอยต่อประวัติศาสตร์ให้กับฉางชุนในเวลาต่อมา เมื่อจีนได้รับความช่วยเหลือจากรัสเซีย จัดตั้งโรงงานผลิตรถยนต์แห่งแรกขึ้นที่นี่ บริษัทรถยนต์ฉางชุน (Changchun Car) ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อค.ศ. 1954 (พ.ศ. 2497) เป็น”หนึ่งใน  156 อภิมหาโครงการ” ในแผนพัฒนาประเทศ 5 ปีที่ใช้ครั้งแรกหลังคอมมิวนิตส์ครองแผ่นดินจีน ปัจจุบันที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทผลิตเครื่องจักรและรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของจีน (กลุ่ม First Automotive Works : FAW) ยังคงอยู่ในเมืองแห่งใบไม้ผลิแห่งนี้  

ส่วนผู่อี๋ จักรพรรดิผู้อาภัพ หลังจากตกบัลลังก์ครั้งที่ 2 จากพระราชวังเว่ยหวงกงในเมืองฉางชุน มาเป็นสามัญชนและติดคุก ก็เขียนคำสารภาพในฐานะอาชญากรทางการเมือง นัยว่าถึงจะสมคบกับคนนอกเผาบ้านตัวเองแต่ก็ไม่คาดคิดถึงความอำมหิตของญี่ปุ่นมาก่อน จนได้รับการนิรโทษกรรมในวันที่ 4 ธ.ค. 1959 จากนั้นยึดอาชีพคนสวนประจำสวนพฤกษศาสตร์ในปักกิ่งก่อนย้ายไปประจำที่คณะกรรมการวิจัยประวัติศาสตร์ (Research Committee of Historical Accounts of Past Events : HAPE) ภายใต้สภาที่ปรึกษาการเมืองประชาชนแห่งชาติ (CPPCC) มีผลงานเด่นเป็นอัตชีวประวัติหนึ่งเล่ม “ชีวิตครึ่งแรกของข้าพเจ้า” (ฉบับภาษาอังกฤษชื่อ “From Emperor to Citizen”) ก่อนจากลาโลกไปด้วยโรคมะเร็งในไตเมื่อปี 1967 สิริอายุรวม 61 ปี

 (emof ปีที่ 5 ฉบับที่ 60 มิถุนายน 2553)

01/06/2010

ปักกิ่งนครแห่งความหลัง (แต่เป่ยจิง-ไม่ใช่)

คนที่ได้ไปเยือน “ปักกิ่ง” (Peking) หรือเป่ยจิง (Beijing) ในปัจจุบันแทบจะนึกภาพไม่ออกว่าเมืองที่กำลังยืนอยู่นี้เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าพันปี เพราะ “ปักกิ่ง” ในวันนี้เปลี่ยนโฉมหน้าไปเป็นเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าทันสมัยรวมทั้งอาคารรูปทรงแปลกตามากมาย พร้อมกับติดอันดับหนึ่งในสิบของเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก จากความพยายามขจัดความยากจนและปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยมาหลายทศวรรษของรัฐบาลจีน

ความทันสมัยและดีไซน์แปลกปลอมราวกับหลุดมาจากต่างดาวทำให้เมืองหลวงแห่งแดนเหนือแห่งนี้ขาดมนต์ขลังทางวัฒนธรรม จนผู้มาเยือนหลายคนรวมทั้งผู้เขียนอดรู้สึกโหยหา “ปักกิ่ง” ภายใต้บรรยากาศนครแห่งความหลังไม่ได้ 

การเรียกขาน “ปักกิ่ง” อย่างแพร่หลายในอดีต เป็นผลมาจากการที่นักเผยแพร่ศาสนาคริสต์ชาวฝรั่งเศสพากันขึ้นบกครั้งแรกที่เมืองฝู่เจี้ยน (Fujian) จดจำสำเนียงชาวใต้ออกเสียง “เป่ยจิง” เป็น “ปักกิ่ง” นำมาสู่การออกเสียงและสะกดอย่างผิดเพี้ยนซึ่งปรากฏในแผนที่ของชาวตะวันตกและสื่อต่างประเทศเรื่อยมานับแต่นั้น 

หากการเปลี่ยนแปลงของ “ปักกิ่ง” ถูกแช่แข็งไว้ที่ต้นศตวรรษ20 ก่อนที่จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีนนามว่าผู่อี๋ (ปูยี) ต้องถอดฉลองพระองค์สีเหลืองอร่ามออกจากเงามืดของพระราชวังต้องห้ามในปีค.ศ. 1924 ระหกระเหินผจญภัยทวงบัลลังก์คืนอยู่หลายปี ลงเอยด้วยการเป็นพลเมืองธรรมดาของจีนในยุคท่านประธานเหมา ผู้มาเยือน “ปักกิ่ง” คงได้เห็นรถม้าและรถลากเต็มเมือง บ้างก็จอดรอคอยผู้โดยสารอยู่หน้าโรงงิ้ว ท่ามกลางชาวแมนจูไว้ผมเปียนุ่งเสื้อผ้าชุดยาวเดินขวักไขว่ส่งเสียงดังโหวกเหวกจอแจบนท้องถนนปูด้วยหิน ขัดแย้งกับความอ้างว้างของทิวทุ่งกว้างใหญ่ไพศาลเจือไอฝุ่นคละคลุ้งเพียงแค่ย่างกรายออกนอกกำแพงเมือง

“ปักกิ่ง” เริ่มเป็นศูนย์กลางของแคว้นเยี่ยน และเป็นราชธานีสำรองของแคว้นเหลียว (907 – 1125) ก่อนจะได้รับการเชิดชูเป็นเมืองหลวงของแดนเหนืออย่างเป็นทางการในยุคราชวงศ์หยวน (1279-1368) โดยชนเผ่าที่ใช้ชีวิตอยู่บนที่ราบกว้างใหญ่ทางตอนเหนือที่เราเรียกขานว่ามองโกล แต่ราชวงศ์ที่สร้างคุณอนันต์ให้เมืองมากที่สุดคือหมิง (1368–1644) ก่อนที่ราชวงศ์ชิง (1644-1911 ) จะเข้ามารับอานิสงส์จากความเจริญทางอารยธรรมเหล่านี้ไปเต็ม ๆ

มองโกลปกครองประเทศจีนเกือบร้อยปี แม้จะมุ่งรบพุ่งขยายดินแดนเป็นส่วนใหญ่ แต่กุบไลข่านก็พอมีเวลาสร้างพระราชวังไว้แปรพระราชฐานที่เกาะฉงต่าวในอุทยานเป่ยไห่ น่าเสียดายที่ไม่หลงเหลือเป็นหลักฐานเสียแล้ว จะมีก็แต่ศาสนสถานและโบราณวัตถุเป็นส่วนใหญ่ เช่น วัดขงเมี่ยว(ขงจื๊อ) แต่พระพุทธรูปต่าง ๆ

เมื่อผลัดแผ่นดินมาสู่ราชวงศ์หมิง บ้านเมืองสงบสุขเพียงพอจะบำรุงวัฒนธรรม พบว่าโบราณสถานอลังการในยุคราชวงศ์หมิงเกิดขึ้นในยุคจักรพรรดิหยงเล่อ (พระองค์เดียวกับที่ส่งขันทีมุสลิมนามเจิ้งเหอ – ไทยเรียก “ซำปอกง” – นำขบวนเรือเดินสมุทรออกไปสำรวจโลกนั่นเอง) เช่น พระราชวังต้องห้าม (กู้กง หรือ Forbidden City) ใช้เวลาสร้างนานถึง 17 ปีก่อนจะแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1420 ออกมาเป็นอาณาจักรที่มีกำแพงสองชั้น ทางเดินทอดยาวหลายกิโลเมตร ห้องหับน้อยใหญ่กว่า 8 พันห้อง 

หอบูชาสวรรค์ (เทียนถาน หรือ Temple of Heaven) ก่อสร้างระหว่างปี 1406 – 1420 ในยุคจักรพรรดิหย่งเล่อเช่นกัน ทรวดทรงสถาปัตยกรรมของตำหนักฉีเหนียนเตี้ยนเหมือนมาลา (หมวก) ฮ่องเต้ ซึ่งสีฟ้าและลอนคลื่นหลังคาเปรียบเป็นสัญลักษณ์ของสวรรค์ ค้ำยันด้วยเสาจำนวน 28 ต้นสลักเสลาลวดลายวิจิตร 4 ต้นใหญ่สะท้อนฤดูกาล อีก 24 ต้นเล็กเป็นตัวแทนของเดือนทั้งหมดในหนึ่งปีและ 12 ชั่วยามในหนึ่งวัน

หอกลอง (กู่โหล) และหอระฆัง (จงโหลว) ประจำเมืองไม่ได้มีแค่บอกโมงยามของกลางคืนและกลางวันเท่านั้น หากแต่สะท้อนวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชาว “ปักกิ่ง” ในยุคนั้น เมื่อเสียงกลองสะท้อนดังขึ้นมาจากหอน้อยก่อนแรกแสงอรุณ เหล่าทหารต้องรีบเร่งเปลี่ยนเวรยาม ได้เวลาขุนนางลุกจากเตียงเตรียมตัวไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในพระราชวังต้องห้าม บางวันต้องยกขบวนตามเสด็จเดินเท้ามา 3 กิโลเมตรเพื่อทำพิธีกราบไหว้เทพยดาบนลานหินอ่อนหยวนซิวถานที่หอบูชาสวรรค์ เพื่อพืชพรรณธรรยาหารอุดมสมบูรณ์ในฤดูเก็บเกี่ยว

“ปักกิ่ง” มีประตูเมือง 20 แห่ง แต่ที่มีบทบาทสำคัญเรื่อยมาคือเทียนอันเหมิน กับเฉียนเหมิน ก่อนจักรพรรดิจะเสด็จไปประกอบพระราชกรณียกิจยิ่งใหญ่สำคัญต้องทรงทำพิธีเซ่นไหว้ฟ้าดินที่เทียนอันเหมินก่อน ส่วนเฉียนเหมินถือเป็นประตูสู่การคมนาคมเชื่อมต่อกับโลกภายนอก ซึ่งภายหลังเป็นที่ตั้งของสาธารณูปโภคมากมาย เช่น สถานีรถไฟ และเป็นศูนย์รวมของร้านรวงที่มีชื่อเสียง

อภิมหาสิ่งก่อสร้างอีกหนึ่งอย่างใน “ปักกิ่ง” ที่ต้องยกย่องให้เป็นผลงานของราชวงศ์หมิงคือกำแพงเมืองจีน เพราะอุตส่าห์สร้างต่อจนสำเร็จให้เห็นเป็นกำแพงยาวมหึมาหลายพันลี้อย่างทุกวันนี้ หลังจากจักรพรรคฉินสื่อหวง (จิ๋นซีฮ่องเต้) ผู้ริเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล 

ด้านตะวันตกเฉียงเหนือห่างจาก “ปักกิ่ง” ราว 50 กิโลเมตร มีสุสานจักพรรดิราชวงศ์หมิง (หมิงเจ้าซื่อซานหลิง หรือ Thirteen Tombs of the Ming Dynasty) ซึ่งบรรจุฮ่องเต้มากถึง 13 รัชกาล โดดเด่นด้วยซุ้มประตูหินอ่อนและรูปปั้นสิงสาราสัตว์ต่าง ๆ เช่น สิงโต อูฐ กิเลน ช้าง เรียงรายตามทางที่เรียกว่าทางเดินของเทพ นอกจากนี้ยังปรากฏรูปปั้นมนุษย์เป็นถึงข้าราชบริพารตำแหน่งใหญ่โต ตรงตามความเชื่อว่าจะช่วยพิทักษ์สุสานของฮ่องเต้ และด้วยความที่เป็นกลุ่มสุสานจำนวนมากที่สุดพร้อมคงสภาพสมบูรณ์ที่สุดในประเทศจีน ทำให้รัศมีสุสานราชวงศ์หมิงเปล่งประกายบดบังสุสานราชวงศ์ชิง (ชิงตงหลิง หรือ Eastern Qing Tombs)ที่อยู่ห่างไกลเมืองประมาณ 125 กิโลเมตรไปไม่น้อย ด้วยสุสานราชวงศ์ชิงแห่งนี้ฝังจักรพรรดิแมนจูไว้เพียง 5 องค์ (ซุ่นจื้อ คังซี เฉียนหลง เสียนฟง ถงจื้อ) พร้อมกับพระมเหสีซึ่งรวมพระนางซูสีไทเฮาอยู่ด้วย

ถึงจะมีโบราณสถานสืบทอดมาจากราชวงศ์หมิงมากมาย สถาปัตยกรรมเอกที่สร้างในราชวงศ์ชิงของชาวแมนจูก็มีไม่น้อย พร้อมกับดำเนินการทำนุบำรุงโบราณสถานสำคัญมากมาย

อาทิ หลูกัวเฉียว หรือสะพานหินที่มาร์โคโปโลเคยพรรณาไว้ในบันทึกการเดินทางของเขาเมื่อศตวรรษที่ 13 (ตรงกับราชวงศ์หยวน) ว่า “สะพานหินข้ามแม่น้ำนี้ช่างงดงามวิจิตรยิ่งนัก ยากจะหาที่อื่นใดในโลกทัดเทียมได้” (“Over this river there is a very fine stone bridge, so fine indeed, that it has very few equals in the world.”) การเดินชมแนวสิงโตในอริยาบถแตกต่างกันเกือบ 500 ตัวเรียงรายทอดข้ามแม่น้ำหย่งติ้งเป็นประสบการณ์รื่นรมย์ยากจะลืมเลือน โดยจักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ชิงมีส่วนสำคัญในการบูรณะซ่อมแซมสะพานแห่งนี้ ในปี 1693 ให้เป็นสมบัติคู่บ้านคู่เมืองตลอดไปนับตั้งแต่สร้างขึ้นระหว่างปี 1189 – 1192  แต่จะมีใครในยุคนั้นคาดคิดว่ากาลภายหน้าในปี 1937 มันจะเป็นสะพานทอดให้กองทัพของจักรวรรดิญี่ปุ่นตีคณะปฏิวัติแห่งชาติจีน (ก๊กมินตั๋ง) แตกพ่ายและสามารถยึดปักกิ่งได้อย่างราบคาบ 

ผลงานขนานแท้ระดับตำนานของราชวงศ์ชิงย่อมหนีไม่พ้นพระราชวังฤดูร้อน มีถึง 2 ยุคด้วยกัน คือ “หยวนหมิงหยวน” สร้างในยุคเฉียนหลงฮ่องเต้ กับ “อี้เหอหยวน” สมัยฉือซื่อไท่โฮ่ว (ซูสีไทเฮา) พวกฝรั่งขี้เกียจจำก็เลยเรียกง่าย ๆ ว่าพระราชวังฤดูร้อนเก่ากับใหม่ แต่ในแง่วัฒนธรรมกลับตาละปัตรชวนประหลาดใจ เพราะพระราชวังฤดูร้อนเก่าสะท้อนให้เห็นอิทธิพลต่างชาติ แต่ของใหม่กลับเหนียวแน่นในเส้นทางอนุรักษ์นิยม

นักท่องเที่ยวที่นิยมถ่ายภาพงดงาม อาจรู้สึกว่าพระราชวังฤดูร้อนเก่า (หยวนหมิงหยวน) งดงามเท่าพระราชวังฤดูร้อนใหม่ (อี้เหอหยวน) ที่ซูสีไทเฮานำงบประมาณมหาศาลของกองทัพมาสร้างไม่ได้ เพราะเต็มไปด้วยซากสลักหักพัง แต่สำหรับแฟนพันธุ์แท้ด้านประวัติศาสตร์ย่อมเข้าใจว่านั่นเป็นหลักฐานการเผาทำลาย “หยวนหมิงหยวน” ของกองกำลังอังกฤษและฝรั่งเศสในวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 1860 ช่วงสงครามฝิ่นครั้งที่สอง ตรงกับรัชสมัยของเสียนฟงฮ่องเต้ (ซูสีไทเฮาเป็นมเหสีรอง) พร้อมกับปล้มสดมภ์สมบัติของชนชาติจีนเยี่ยงโจร ไม่ว่าจะเป็นเครื่องลายคราม ภาพวาด โบราณวัตถุเก่าแก่สมัยฉินและฮั่น รวมทั้งรูปปั้นหัวนักษัตรสำริดประดับนาฬิกาน้ำพุ (ล่าสุดเมื่อปีที่แล้วปรากฏข่าวการนำหัวกระต่ายและหนูออกมาประมูลขายอย่างไม่ละอายแก่ใจกลางกรุงปารีส) ดังนั้น หากมีใครอยากเห็นสมบัติล้ำค่าจากอุทยานหลวงของจีนเหล่านี้ ต้องเดินทางไปชมในพิพิธภัณฑ์ของอังกฤษและฝรั่งเศส ไม่ก็ต้องร้องขอให้ท่านมหาเศรษฐีนำ “คอลเลคชั่นส่วนตัว” ออกมาโชว์

การเผาทำลายครั้งนั้นยังพอมีอาคารที่ตั้งในบริเวณห่างไกลรอดพ้นเปลวไฟไปได้บ้าง แต่ “หยวนหมิงหยวน” ก็ถูกมรสุมเพลิงกระหน่ำซ้ำรอบสองจนพังพินาศราบคาบในปี 1900 โดยกองกำลังพันธมิตร 8 ชาติ (อิตาลี สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ออสเตรีย-ฮังการี ญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษและรัสเซีย) ตอบโต้ที่ราชสำนักจีนหนุนหลังกบฏนักมวยเข่นฆ่าชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบาทหลวงและคนจีนที่นับถือศาสนาคริสต์

หาก “หยวนหมิงหยวน” ไม่โดนเผา เราคงตื่นตาตื่นใจไปกับ “แวร์ซายน้อย” ออกแบบโดยบาทหลวงนิกายเยซูอิตชาวอิตาเลี่ยน รื่นรมย์ในสวนหลวงงดงามโอฬารรุ่มรวยไปด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมยุโรป และอาจไม่ได้เห็น “อี้เหอหยวน” ของพระนางซูสีไทเฮา ก็เป็นได้

“หยวนหมิงหยวน” หมายถึงอุทยานแห่งสวน ประกอบไปด้วย 3 อุทยานแยกย่อย คือ หยวนหมิงหยวน ฉีชุนหยวน ฉางชุนหยวน มีอาณาบริเวณรวมกันใหญ่กว่าพระราชวังต้องห้ามถึง 5 เท่า การก่อสร้างอุทยานเริ่มจากในสมัยจักรพรรดิหย่งเจิ้ง ซึ่งทรงได้รับพระราชทานพื้นที่จากพระปิตุลา (จักรพรรดิคังซี) มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นองค์ชายสี่ ส่วนพระราชวังทำด้วยหินวิจิตรพิสดารสไตล์ตะวันตกในหยวนหมิงหยวนเกิดขึ้นในรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง ด้านหน้าโดดเด่นด้วยนาฬิกาน้ำ 12 นักษัตรที่มีลำตัวเป็นคนเป็นสัญลักษณ์แทน 12 ช่วงเวลาในหนึ่งวัน (1 ชั่วยามของจีนคือ 2 ชั่วโมง) แต่ละหัวมีเวลาพ่นน้ำเป็นของตัวเองและจะพ่นน้ำออกมาพร้อมเพรียงกันในเวลาเที่ยงตรง 

ไม่ใกล้ไม่ไกลเพียง 8 กิโลเมตรทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือจะได้เห็น “อี้เหอหยวน” ในพื้นที่ประมาณ 3 ตารางกิโลเมตร ซึ่งพระนางซูสีไทเฮาทรงบูรณะต่อเติมมาจากอุทยานเดิมของราชวงศ์จินและตำหนักบนเนินเขาของจักรพรรดิเฉียนหลง เริ่มตั้งแต่ปี 1888 จนได้ตำหนักใหม่ที่ภายในมีระเบียงยาวกว่า 700 เมตร มีสะพาน 17 โค้งทอดยาวคู่เคียงเรือหินอ่อนสีขาวนวลลอยอยู่บนทะเลสาบคุนหมิงที่เลียนแบบภูมิทัศฯน์ของเมืองหยางโจว เป็นที่รู้กันว่าพระนางซูสีไทเฮาทรงโปรดปรานการล่องเรือชมทิวทัศน์เวิ้งน้ำกว้างใหญ่ท่ามกลางดอกบัวบานอย่างยิ่ง

ผลจากการพ่ายแพ้สงครามฝิ่นครั้งที่สอง (1856-60) ของจีน ทำให้เกิดเขตการค้าต่างชาติ  (Legation Quarter) ขึ้นทางด้านตะวันออกของจตุรัสเทียนอันเหมินในปักกิ่งตั้งแต่ปี 1861 โรงแรมชั้นเลิศเก่าแก่แห่งหนึ่งชื่อว่า “โรงแรมปักกิ่ง” (Peking Hotel) ก็อยู่ในเขตพื้นที่ดังกล่าว จากเดิมเป็นเพียงภัตตาคารของชาวฝรั่งเศสขยับขยายมาเป็นโรงแรมโดยเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 1900 ท่ามกลางความวุ่นวายของกบฏนักมวย ต่อมา “โรงแรมปักกิ่ง” ก็เปลี่ยนมือมาเป็นของนายรอซโซ่ (Rosso) นักธุรกิจอิตาเลียนในปี 1903 ขณะนั้นมีเพียง 20 ห้องเท่านั้น ปรากฏว่าธุรกิจสะพรั่งจนต้องซื้อที่บริเวณถนนหวังฝูจิ่งเพิ่ม แต่สุดท้ายก็ขายธุรกิจให้ธนาคารเพื่อการอุตสาหกรรมจีน-ฝรั่งเศส (Sino-France Industrial Bank) โฆษณาว่าเป็นโรงแรมหรูแห่งปักกิ่ง “Grand Hôtel de Péking” ในปี 1920 ทว่าปัจจุบันอยู่ในเครือราฟเฟิลส์ (Raffles) ใช้ชื่อว่า Raffles Beijing Hotel

ถึง “ปักกิ่ง” จะเป็นราชธานี รถไฟสายแรกในประเทศจีนกลับไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่เป็นซ่างไห่ (เซี่ยงไฮ้) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าต่างหาก เส้นทางรถไฟสายแรกของจีนคือซ่างไห่-อู๋ซุง ในเดือนกรกฎาคม ปี 1876 สร้างความแตกตื่นหวาดกลัวให้ชาวจีนประหนึ่งเป็นสัตว์ประหลาด จนรัฐบาลจีนต้องซื้อมาทำลายทิ้งในปีถัดมา จากนั้นการพัฒนาทางรถไฟก็ทรง ๆ ทรุด ๆ จนกระทั่งเปิดใช้รถไฟสายที่สองจากถังซาน (เป็นศูนย์กลางของเหมืองถ่านหินในยุคนั้น ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของ “ปักกิ่ง”) ไปซูเก๋อจวงความยาวเพียง 10 กิโลเมตรในอีก 4 ปีให้หลัง ซึ่งตอนแรกก็มีเสียงข้าราชการหัวโบราณคัดค้านหมือนเดิมแต่ไม่ประสบความสำเร็จ จากนั้นเส้นทางรถไฟก็ค่อย ๆ ขยายไปทางตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อประโยชน์ทางการค้าเป็นหลัก

หากจีนไม่แพ้สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งแรก (1 สิงหาคม 1894 – 17 เมษายน 1895) อาจจะไม่ยอมสร้างเส้นทางรถไฟเป็นเรื่องเป็นราวก็ได้ ซึ่งกว่าคน “ปักกิ่ง” จะได้นั่งรถไฟก็ล่วงเลยไปถึงปี 1901 ถึงกระนั้นก็มีชาวจีนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงนิยมใช้อูฐเดินทางไกล ภาพฝูงอูฐนอนพักผ่อนพร้อมกับสัมภาระเต็มกลางท้องถนนจึงกลายเป็นภาพชินตา

แต่เมื่อกลับมาสู่โลกปัจจุบัน ภาพชินตาใน “ปักกิ่ง” ยุคนี้กลับเป็นรถยนต์ขนาดน้อยใหญ่เต็มท้องถนน ผู้คนในเสื้อผ้าทันกระแสโลก เงาความล้ำสมัยพาดผ่านกระจกตึกระฟ้า ตึกรามบ้านช่องโบร่ำโบราณเก่าแก่ซอมซ่อก็ถูกรื้อถอนออกไป บ้างก็กลายเป็นคาเฟ่ของหมู่วัยรุ่นหรือร้านขายของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยว 

แม้แต่จักรยานเก่า ๆ ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของ “ปักกิ่ง” ในยุคคอมมิวนิสต์ของท่านประธานเหมาเจ๋อตุง ก็แทบจะหาได้ยากเต็มที

(e_mof ฉบับเมษายน 2553)

11/02/2010

ไร้เสิ่นหยาง แมนจูอาจมิครองแดนมังกร

พระราชวังมุกเด็น เสิ่นหยาง

หากถามชาว “แมนจู” ในประเทศจีนว่าเมืองไหนมีความสำคัญต่อพวกเขาอย่างยิ่ง ….อย่าแปลกใจถ้าได้ยินชื่อที่ไม่คุ้นหู อย่าง “เสิ่นหยาง” แทนที่จะเป็น “ปักกิ่ง” 

 เพราะเมื่อต้นศตวรรษที่ 16  กองทัพของชนเผ่าที่ศีรษะครึ่งหน้าโล้นครึ่งหลังถักเปียยาวภายใต้การนำของนูรฮาชี (Nurhaci) หรือ นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ เหล่านี้ได้รุกคืบลงมาถึงมณฑลเหลียวหนิง โดยมีเมือง “เสิ่นหยาง” (Shenyang) เป็นศูนย์กลาง พยายามทุกวิถีทางเพื่อพิชิตกรุง “ปักกิ่ง” (ปัจจุบันเรียกว่า “เป่ยจิง”) เมืองหลวงภายใต้ราชวงศ์หมิง

 ก่อนหน้านั้น ยังไม่มีคำว่า “แมนจู” มีแต่ชนชาติ ”จูเฉิน” (Jurchen) เรียกแบบจีนว่า “นวี่เจิน” เคยถูกเหยียดหยามจากชาวฮั่นว่าเป็นพวกถ่อยเถื่อนและอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรจีนมาก่อน 

 “นวี่เจิน” แตกย่อยกันเป็นหลายเผ่า ดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่กว้างใหญ่ลุ่มบริเวณตอนกลางและตอนต้นของแม่น้ำเฮยหลงเจียงและลุ่มแม่น้ำอูซูหลี่เจียง จนกระทั่งนู่เอ๋อร์ฮาชื่อ ผู้ปรีชาสามารถรวบรวมชนเผ่าได้เป็นกลุ่มก้อนแล้วสถาปนาราชวงศ์จินขึ้นราวปี ค.ศ 1583 อยู่ในช่วงปลายของราชวงศ์หมิงที่อำนาจทางการเมืองกำลังระส่ำระสาย  โดย “จิน” แปลว่า “ทอง” เป็นความหมายเดียวกับคำแมนจูว่า “อ้ายซิน” ในชื่อตระกูล (แซ่) “อ้ายซินเจียหลอ” (Aisin-Gioro) ของนู่เอ๋อร์ฮาชื่อนั่นเอง 

 ฐานที่มั่นเดิมของราชวงศ์จินอยู่ที่เฮอตัวลา (Hetuala) ในมณฑลเหลียวหนิง ต่อมาตั้ง “เสิ่นหยาง” เป็นราชธานีภายใต้ชื่อภาษาแมนจูว่า “มุกเด็น” (Mukden) พร้อมกับสร้างพระราชวังมุกเด็นขึ้นช่วงประมาณปีค.ศ. 1625 

 การขนานนามราชวงศ์จินเป็น “ชิง” และเปลี่ยนชื่อชนชาติจาก ”นวี่เจิน” (Jurchen) เป็น ”แมนจู”เกิดขึ้นปี 1635 โดยหวงไท่จี๋ (Huangtaiji) บุตรชายของนู่เอ๋อร์ฮาชื่อ  ทรงขึ้นครองราชย์ในปีถัดมา (ค.ศ.1636) แต่ก็ยังเป็นเพียงกษัตริย์แห่งราชวงค์ชิง หาใช่เจ้าเหนือแผ่นดินจีนโดยสมบูรณ์ เว้นแต่จะโค่นบัลลังก์ของราชวงศ์หมิงลงได้ 

 ชาวแมนจูต้องใช้เวลาอีกนานหลายปีกว่าจะตีเมือง “ปักกิ่ง” แตกพ่ายลงได้  แม้หวงไท่จี๋จะสิ้นพระชนม์ไปก่อนจะเห็นความสำเร็จตามความมุ่งมั่นของบรรพชนเพียงปีเดียวเท่านั้น ภารกิจของแมนจูยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่ลดละ ดอร์กอน (Dorgon) ทายาทอีกคนหนึ่งของนู่เอ๋อร์ฮาชื่อในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้ฟูหลิน(ซุ่นจื้อ) ที่ยังทรงเยาว์วัยเพียง 5 ชันษา นำทัพบุกด่านซานไห่กวน (Shanhaiguan) จุดยุทธศาสตร์สำคัญด้วยเป็นด่านแรกของกำแพงเมืองจีน ในเขตมณฑลเหอเป่ย (Hebei) โดยมีแม่ทัพอู๋ซานกุ้ยของหมิงแปรพักตร์มาเป็นไส้ศึกช่วยอีกแรง ทำให้แมนจูกำชัยเหนือราชวงศ์หมิงในปีค.ศ.1644  

 เมื่อได้เมือง “ปักกิ่ง” แล้ว “มุกเด็น” ก็ถูกลดทอนความสำคัญเป็น “เมืองรอง” ส่วนพระราชวังมุกเด็นถูกใช้สำหรับ “แปรพระราชฐาน” แทน แม้ว่าฮ่องเต้ซุ่นจื้อซึ่งถือเป็นกษัตริย์แมนจูองค์แรกที่ปกครองจีนอย่างเป็นทางการประสูติและได้รับการสถาปนาขึ้นครองราชย์แทนพระปิตุลาที่พระราชวังแห่งนี้ก็ตาม

รายละเอียดภายในของพระราชวังมุกเด็น

 ลักษณะโครงสร้างแผนผังอาคารของพระราชวังมุกเด็นมีความคล้ายคลึงกับพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่าประมาณ 12 เท่าภายใต้พื้นที่กระทัดรัดประมาณ 60,000 ตารางเมตร ทว่าที่แตกต่างอย่างยิ่งคือกลุ่มอาคารด้านตะวันตกซึ่งมี “หอต้าเจิ้ง” (Dazheng Hall) ทรงแปดเหลี่ยม (Octagon) โดดเด่นสะดุดตา นัยว่าถอดสัญลักษณ์ของกระโจมพักอาศัยในท้องทุ่งแบบดั้งเดิมของชาวแมนจู สมัยที่ยังเป็นชนเผ่าร่อนเร่ ยังชีพด้วยการเพาะปลูก ล่าสัตว์ไปตามที่ต่าง ๆ  

 หอแปดเหลี่ยมแห่งนี้ถือเป็นท้องพระโรง ภายในมีบัลลังก์มังกรลวดลายวิจิตรตั้งตระหง่าน บริเวณภายนอกรายล้อมด้วยซุ้ม 10 อ๋อง (“Ten Kings” Pavilions) อีกจำนวน 10 หลัง รวมกันเป็นศูนย์กลางในการบริหาร “แปดกองธง” โดยแต่ละซุ้มจะเป็นที่ทำการของขุนนางชั้นสูง ดังนั้น อาคารกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญและเก่าแก่ที่สุดในพระราชวังมุกเด็น เนื่องจากสร้างตั้งแต่สมัยนู่เอ๋อร์ฮาชื่อ (1559 – 1626) ในปีค.ศ. 1625 ก่อนสร้างตำหนักเพิ่มเติมในรุ่นลูกคือหวงไท่จี๋  (1592 –1643) ในปี 1631 ฮ่องเต้ซุ่นจื้อผู้เป็นหลานได้ใช้ครองบัลลังก์เป็นเจ้าเหนือแผ่นดินจีนอย่างเป็นทางการในปี 1644 จนกระทั่งมีการต่อเติมหออื่น ๆ เป็นครั้งสุดท้าย เช่น หอแสดงอุปรากรจีน (งิ้วปักกิ่ง) ตำหนักเหวินซู่ ในปี 1780 เมื่อเข้าสู่ยุคเหลน – ฮ่องเต้เฉียนหลง (1711-1799) ซึ่งถือว่าเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของราชวงศ์ชิง

นู่เอ๋อร์ฮาชื่อและหวงไท่จี๋

 ระบบ “แปดกองธง” ถือเป็นหัวใจแห่งชัยชนะของชาวแมนจู ตามที่หนังสือ “The Manchu Way: The Eight Banners and Ethnic Identity in Late Imperial China” ของ Mark C. Elliott โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดอธิบายไว้ว่าเป็นระบบที่ผสมหน้าที่ทางการทหาร สังคม เศรษฐกิจและการเมืองเข้าด้วยกัน และเชื่อว่านู่เอ๋อฮาร์ชื่อจัด ระบบ “แปดกองธง” ไว้ตั้งแต่ปี 1601 

 แรกเริ่มแต่เดิมมีเพียงแค่ “สี่กอง” เท่านั้นคือเหลือง แดง น้ำเงิน และขาว โดยมีทหารประจำประมาณ 7,500 คนต่อกอง จากนั้นนู่เอ๋อร์ฮาร์ชื่อสร้างเพิ่มอีก 4 กอง  คือ ขอบเหลือง แดง น้ำเงิน และขาว จัดสี่กองแรกให้อยู่ปีกซ้าย และสี่กองหลังประจำปีกขวา แต่ละกองประกอบด้วย 3 หน่วย หน่วยเล็กที่สุดเรียกว่านิรู (Niru) ประกอบด้วยกำลัง 300 นาย ถัดมาเป็นจาลาน (Jalan) ซึ่งบรรจุนิรู 5 หน่วย และฉี (Gusa) หรือหนึ่งกองธง ซึ่งรวมจาลาน 5 หน่วย กลายเป็นระบบกองทัพที่แข็งแกร่ง

 นอกจากเป็นพื้นฐานสำคัญทางการทหารแล้ว ระบบ “แปดกองธง” ยังช่วยจัดระเบียบทางสังคมอีกด้วย เพราะสมาชิกจะมีสถานภาพเท่าเทียมภายใต้ระดับกองเดียวกันแม้ว่าเชื้อชาติแตกต่างกัน  อันประกอบด้วยตัวแทนที่ถูกคัดสรรแล้วเป็นอย่างดี 

 หลังจากที่กองทัพแมนจูข้ามแม่น้ำเฮยหลงเจียงได้ในปี 1617 มองโกลก็ยอมจำนนในเวลาต่อมา มีการจัดตั้ง “แปดกองธง” มองโกล ทำให้ในยุคของหวงไท่จี๋มีทั้ง “แปดกองธง” แมนจู และ “แปดกองธง” มองโกล ส่งผลให้เกิดการยอมรับความสามารถของคนต่างเผ่า เมื่อรุกคืบต่อมายังดินแดนภาคกลาง ขยายเครือข่ายมาเป็น “แปดกองธง” ชาวฮั่น รวบรวมกองกำลังได้หลายแสนราย แสดงแสนยานุภาพจนโค่นล้มราชวงค์หมิงลงได้ในที่สุด    

 อย่างไรก็ตาม ว่ากันว่าผลจากรบพุ่งฆ่าฟันกันในศึกสงครามอันยาวนาน ทำให้ประชากรจีนโดยเฉลี่ยลดลงจาก 51.66 ล้านคนในปี 1620 เหลือเพียง 10.63 ล้านคนในปี 1651!!! (ที่มา: http://www.imperialchina.org)

 แม้สุดท้ายอาณาจักรชิงที่ยิ่งใหญ่ (ต้าชิง) จะล่มสลายลงในปี  1912 จารึกตำนานเป็นราชวงศ์สุดท้ายของประเทศจีน – - แต่ “แปดกองธง” ก็ยังทิ้งมรดกเอาไว้ เป็นที่แพร่หลายจนถึงทุกวันนี้ 

 

ชุดเครื่องแบบของทหารแปดกองธง

ที่มาของชุดกี่เพ้า

 เครื่องแต่งกายแห่ง “แปดกองธง” (“ฉีผาว”) คือที่มาของคำว่า “กี่เพ้า” (ในภาษาแต้จิ๋วตามที่เราคุ้นชิน ถ้าจีนกลางเรียก “ฉีผาว” โดย “ฉี” แปลว่า ธง  และ “ผาว” คือเสื้อคลุม)  แต่ที่น่าแปลกก็คือปัจจุบันนิยมใช้เรียกเครื่องแต่งกายของสตรี ซึ่งว่ากันว่าเกิดจากการนำไปเป็นแฟชั่นเสื้อผ้ายอดนิยมแก่สตรีชั้นสูงในเซี่ยงไฮ้ช่วงทศวรรษที่ 20 จนกลบรัศมีชุดคลุมแบบชาย

 ส่วนพระราชวังมุกเด็น หรือพระราชวังเสิ่นหยาง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เมื่อปีค.ศ. 2004 ในฐานะที่เป็นพระราชวังเล็ก ๆ อันเปี่ยมล้นไปด้วยประวัติศาสตร์สุดยิ่งใหญ่

(e-MoF Magazine ปีที่ 5 ฉบับที่ 56)

06/01/2010

ตื่นทอง ต้องขุด (คุ้ย)

เมื่อต้องนั่งมองราคาทองคำพุ่งพรวดขึ้นไปแตะหมื่นแปดพันบาทเยี่ยงปัจจุบัน คงไม่ต้องคิดหนักว่า”ทองคำ” อยู่ในโผ “ของมีค่า” หรือไม่ ตามมาด้วยข่าวร้อนฮือเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ที่กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุว่า สยามประเทศของเรามีแหล่งแร่ทองคำ 76 แห่ง ใน 31 จังหวัด รวมประมาณ 700 ตัน หากสกัดเป็นทองคำบริสุทธิ์จะมีมูลค่าร่วม 1 ล้านล้านบาท

ขณะที่หลายคนตื่นเต้นมีลุ้นไปกับข่าว คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่กังขาว่าเจ้าโลหะนี้มีดีกว่า “วัตถุ”ประเภทอื่นตรงไหน มนุษย์ถึงได้ให้คุณค่าสูงขนาดนั้น?

แน่นอน…มนุษย์ไม่ได้เพิ่งจะมาตื่นทองเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่ยกย่องคุณค่าเนิ่นนานตั้งแต่กว่า 4,000 (บ้างก็ว่า 5,000) ปีก่อนคริสตศักราช ที่ทองคำมีหน้าประวัติศาสตร์ของตัวเองหลังจากถูกมนุษย์นำมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และนับเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ความเจริญรุ่งเรือง

แต่เรื่องจุดกำเนิดกลับไม่แน่ชัดนัก สมาคมเหมืองแร่แห่งชาติของสหรัฐอเมริการะบุว่าทองมีคุณค่าเชิงอารยธรรมครั้งแรกที่คาบสมุทรบอลข่าน (Balkans) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรป โดยนักโบราณคดีหลายสำนักเชื่อว่าเป็นดินแดนตะวันออกกลาง เพราะเป็นอู่อารยธรรมแรก ๆ ของโลก อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่ชัดแจ้งที่สุดคือช่วงเวลาประมาณ 2,500 ปีก่อนกำเนิดศาสนาคริสต์ ซึ่งชนชาติที่ให้ความสำคัญแก่ทองคำอย่างกว้างขวางคืออียิปต์

ส่วนที่มาของชื่อทองคำ หรือ “Gold” ช่างซื่อตรง ไม่พลิกแพลงแสนลีลา เพราะมาจากคำว่า “Geolo” แปลว่า “เหลือง” ถ้าเป็นภาษาลาตินใช้คำว่า “Aurum” แปลว่าทอง ชาวอินคาเรียกทองคำว่า “น้ำตาสุริยัน” (Tears of the Sun)

ว่ากันว่าคุณสมบัติพื้นฐานที่ทำให้ทองคำเลอค่าเหนือโลหะอื่น ๆ ในโลก คือ ความหายาก (rarity) เพราะกว่าจะได้ทองคำมาหนึ่งออนซ์ หรือ 31.167 กรัม ต้องถลุงก้อนแร่ทองคำจำนวนหลายตัน จากเหมืองลึกหลายสิบเมตร ต้นทุนการผลิตจึงสูงลิบลิ่ว

เพราะมีความงามเป็นเครื่องประกัน ด้วยความสวยมันวาว (lustre) เปล่งประกาย นอกจากนี้ทองคำยังมีความคงทน (durable) ซึ่งทองคำบริสุทธิ์ ทนต่อการผุกร่อน (เว้นแต่กับสารเคมีบางชนิด) ไม่เกิดสนิม จะหลอมละลายก็ต้องณ อุณหภูมิสูงตั้ง 1064.43° เซลเซียส เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีสามารถนำกลับไปใช้ใหม่ได้ (reuseable) และทำให้บริสุทธิ์ (purified) ด้วยการนำมาหลอมใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ทองคำทรงคุณค่าอยู่เสมอ เหมาะแก่การนำมาทำเป็นเครื่องประดับอย่างยิ่ง (ที่มา – สมาคมค้าทองคำ)

เชื่อว่ามีการขุดทองคำขึ้นมาใช้ประโยชน์แล้วกว่า 160,000 ตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคตื่นทอง (หลังปี ค.ศ. 1848) เมื่อค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนียและออสเตรเลีย กระทั่งมาสู่แหล่งผลิตยอดนิยมยุคหลังอย่างแอฟริกาใต้

นับแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา มีการใช้ทองคำเข้าเป็นมาตรฐานในระบบเงินตราระดับประเทศ เริ่มจากอังกฤษ จากนั้นทองคำก็กลายเป็นพื้นฐานหลักของระบบเงินตราและเขย่าบัลลังก์เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องตราบจนทุกวันนี้

สำหรับประเทศไทย ดินแดนของเราเป็นที่รู้จักและขนานนามว่า “สุวรรณภูมิ” หรือ “แผ่นดินทอง” มาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งมีอาณาเขตครอบคลุมพม่า ไทย ตลอดจนแหลม มาลายู ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าแต่ก่อนดินแดนนี้ อุดมไปด้วยแร่ทองคำ จนใคร ๆ ก็แห่เข้ามาแสวงหาทองคำและค้าขาย  ไม่ก็เป็นแหล่งผลิตเครื่องใช้สำริดที่มีส่วนผสมของดีบุกในปริมาณสูง ซึ่งมีผิวคล้ายสีทอง (จากหลักฐานเครื่องสำริดที่ขุดค้นได้จากแหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร อ. พนมทวน กาญจนบุรี)  ส่วนอีกสมมติฐานที่เป็นไปได้คือหมายถึงดินแดนทรัพยากรมั่งคั่ง ทำให้ผู้ค้าขายร่ำรวย

ในตำนานชาดก ก็มีเรื่องราว “สุวรรณภูมิ” เช่นกัน นั่นคือ พระมหาชนกเดินทางมาค้าขายที่สุวรรณภูมิ แต่เรือแตกกลางทะเล ด้านพระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งพระธรรมทูตมาเผยแผ่พุทธศาสนาที่นี่ด้วย จากนั้นพระธรรมทูตได้ปราบผีเสื้อสมุทรและสวดพระปริตรป้องกันเกาะ “สุวรรณภูมิ” ไว้ ศูนย์กลางของ “สุวรรณภูมิ” น่าจะอยู่บริเวณพระปฐมเจดีย์จังหวัดนครปฐม จากหลักฐานเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่พบว่าพระพุทธศาสนาในแถบนี้รุ่งเรืองที่สุดราว พุทธศตวรรษที่ 11-12

ส่วนเรื่องทองคำกับชาวไทยในเชิงวัฒนธรรมนั้น อาจไม่เก่าแก่เท่ายุคอิยิปต์ แต่ก็มีหลักฐานอ้างว่าเก่ากาลได้ประมาณอาณาจักรเชียงแสน (ช่วงพ.ศ. 1700 – 2400) ตามหลักฐานพระพุทธรูปหล่อด้วยทองคำศิลปะแบบเชียงแสน

คนไทยใช้ทองคำอย่างกว้างขวางในชนชั้นปกครองและการศาสนา แต่ถ้า “ยุคทอง” เพื่อศิลปะและวัฒนธรรมอย่างแท้จริง ต้องเทิดทูนอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ในช่วงพ.ศ.1893-2310 อันอร่ามอุดมไปด้วยเครื่องทองฝีมือเลิศ ยอมรับกันถ้วนทั่วว่าทองคำเป็นสิ่งที่มีค่าเหนือกว่าโลหะและรัตนชาติทั้งมวล สิ่งศักดิ์สิทธิ์และเบื้องสูงล้วนประดิษฐ์ด้วยทองคำ เช่น เครื่องราชูปโภคและ “พระเครื่องต้น” หรือเครื่องทรงอันเป็นเครื่องประดับในพระเจ้าแผ่นดิน สื่อถึงพระเกียรติยศและบุญบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์ พระราชสาสน์และเครื่องราชบรรณาการไปต่างแดน รวมทั้งเครื่องใช้และเครื่องประดับต่าง ๆ ตลอดจนการสร้างงานพุทธศิลป์อุทิศถวายเป็นพุทธบูชา

ว่ากันว่าในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการส่งเครื่องบรรณาการทองคำมากถึง 46 หีบ แก่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศส และทรงบัญชาให้เอกอัครราชทูตไทยว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านเหมืองแร่ทองคำกลับมาด้วย

ครั้นผลัดรัชสมัยมาสู่ยุครัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงให้จัดสร้างเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ประกอบพระอิสริยยศแห่งพระเจ้าแผ่นดิน เพราะทองคำเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งรุ่งเรืองอันเป็นศรีสง่าแก่กรุงเทพมหานคร ราชธานีแห่งแผ่นดินใหม่ ซึ่งยังคงใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในราชวงศ์จักรีมาทุกรัชกาลจวบจนปัจจุบัน

อีกหนึ่งผลงานอันยิ่งใหญ่ของช่างทองหลวงในยุครัตนโกสินทร์ คือ เครื่องทรงพระทุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองไทย โดยเครื่องทรงฤดูร้อนและเครื่องทองฤดูฝนนั้นจัดทำในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ส่วนเครื่องทรงฤดูหนาวถูกสร้างถวายในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมามีการจัดสร้างเครื่องทรงพระแก้วมรกตทั้ง 3 ฤดูขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.2539 และอัญเชิญใช้แทนเครื่องทรงองค์เดิมมาถึงทุกวันนี้

ผู้ใดมีทอง ย่อมถือได้ว่าผู้นั้นมีอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้บัญญัติกฏมณเฑียรบาลในกฏหมายตราสามดวง ว่าด้วยข้อกำหนดในการใช้ทองเป็นเครื่องใช้ และเครื่องประดับไว้ว่า “ผู้ใดใช้เกินบรรดาศักดิ์ที่ตนจะพึงใช้ถือว่าผิดกฏหมาย ต้องรับโทษหนักเบาตามความผิด” ทองจึงแบ่งแยกชนชั้นทางสังคมไปโดยปริยาย จากการจัด เครื่องใช้และเครื่องประดับทองเป็น 2 ประเภท คือ 1) ของพระเจ้าแผ่นดิน เจ้านาย และขุนนาง 2) ของสามัญชนทั่วไป

เครื่องทองสุโขทัย/เครื่องทองศรีสัชนาลัย

ในอดีต การเรียนรู้วิชาช่างจากบรรพบุรุษเป็นไปในลักษณะเครือญาติ และสืบทอดต่อๆ กันมา หรือหากจะถ่ายทอดแก่คนนอก ก็ต้องมีความสัมพันธ์กันทางใดทางหนึ่ง ผู้เป็นศิษย์ต้องมารับใช้ครูถึงบ้าน และใช้เวลาฝึกฝนกันนาน เรียกกันว่าเป็น “ช่างชาวบ้าน” หรือช่างพื้นบ้าน โดยครูช่างอาจจะไม่ได้ถ่ายทอดวิชาให้แก่ลูกศิษย์ทั้งหมดก็ได้ นอกจากนี้ยังไม่มีการบันทึกวิชาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้นนานวันเข้าการถ่ายทอดความรู้ก็เสื่อมลง ยิ่งยุคสมัยเปลี่ยนก็ยิ่งสูญหาย เพราะลูกหลานไปประกอบอาชีพอื่นๆ กอปรกับมีการออกพระราชบัญญัติการศึกษา ทำให้เด็กต้องเข้าโรงเรียน จนไม่มีเวลามาฝึกฝนเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน การถ่ายทอดความรู้แบบช่างชาวบ้านยังคงหลงเหลืออยู่ เช่น ณ ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ยังมีชุมชนที่ประกอบอาชีพทำทองโดยการถ่ายทอดความรู้แบบโบราณ คือจากรุ่นสู่รุ่นโดยไม่มีตำราและเน้นการปฎิบัติจริง ขณะที่งานทองของเพชรบุรีจะยอมถ่ายทอดงานแก่คนนอกตระกูล ไม่จำเป็นต้องมีความเกี่ยวพันธุ์ทางเครือญาติ

ช่างทองจึงแบ่งกันเป็นสกุล ได้แก่ สกุลช่างทองสุโขทัย สกุลช่างทองเมืองเพชร

ทองสุโขทัย หรือทองรูปพรรณศรีสัชนาลัย หมายถึงผลิตภัณฑ์ทองบริสุทธิ์ 99.99% ผลิตด้วยเครื่องมือง่ายๆ โดยช่างที่เป็นชาวบ้านในหมู่บ้าน ซึ่งเครื่องทองจากตำบลท่าชัยและตำบลศรีสัชนาลัยจะได้รับการยกย่องมีชื่อเสียงมาก

การทำทองที่ศรีสัชนาลัยเป็นงานฝีมือล้วนๆ ถอดแบบและลวดลายมาจากเครื่องทองโบราณ ลวดลายประติมากรรมรูปเคารพ ลายรูปปูนปั้นและจิตรกรรมฝาผนัง แม้ต่อมาจะมีการประยุกต์ให้ทันสมัยก็ยังคงลวดลายแห่งความเป็นไทยเอาไว้ โดยจำแนกประเภทใหญ่ๆ ได้ ดังนี้
- ลายพฤกษา เช่น ลายเครือเถา ลายดอกพิกุล ลายดอกบัว
- ลายสิงสาราสัตว์ เช่น ช้าง ม้า นาค หงส์
- ลายไทยประยุกต์ เช่น ลายกนก ลายกระจัง ลายอุบะ
- ลายที่เกิดจากจินตนาการและการเลียนแบบปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ เช่น – ลายเทค (จินตนาการจากดวงไฟตามดิสโก้เทค) ลายหัวใจ ลายเสื่อ ลายเกลียวคลื่น เป็นต้น

กรรมวิธีการผลิตของช่างทองสกุลสุโขทัยมีลักษณะเฉพาะตัว คือ สร้อยถัก เป็นการรีดและดึงทองจนได้เส้นเล็กมาร้อยผูกกันตั้งแต่ 2 เส้นขึ้นไป เรียกว่า สร้อยถักสามเสา สี่เสา ห้าเสา หกเสา แปดเสา นอกจากนี้ยังมีการทำลูกประคำติดลาย ประคำลงยา ซึ่งเป็นการประดิษฐ์ชิ้นงานลักษณะเป็นทรงกลม ข้างในกลวง พร้อมกับการเดินลายบนพื้นผิวแบบไทย เช่น ลายเครือวัลย์ ที่มีเถาไม้กระวัดรัดเกี่ยวเกยอ่อนช้อยงดงาม รวมทั้ง งานฉลุ อีกด้วย

ด้านช่างทองเมืองเพชร ความจริงแล้วก็สืบทอดทักษะมาจากงานช่างสมัยอยุธยา หากแต่มีการพัฒนาต่อยอดสร้างเอกลักษณ์ โดยจัดอยู่ในกลุ่มช่างทองรูปพรรณ (โดยทั่วไปแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ ช่างทองรูปพรรณและช่างทำภาชนะต่างๆ) และลวดลายทองรูปพรรณของเมืองเพชร ก็ช่างหลากหลายอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น ขัดมัน (สร้อยคอ) แบบสี่เสา หกเสา และแปดเสา (การถักห่วงกลมขนาดเล็กๆ จำนวนมากอย่างต่อเนื่อง) สมอเกลียว ลูกสน เต่าร้าง (ตุ้มหู มีลักษณะคล้ายพวงของผลเต่าร้าง) เป็นต้น

เครื่องทองผลเต่าร้างและสไตล์เมืองเพชร

ลองคัดลวดลายเครื่องทองไทยโบราณมาแต่โดดเด่น จะเห็นได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับศรัทธาและความเชื่อทางศาสนา ดังนี้

  • กระดุม หรือ ดอกบัวสัตตบงกช

ดอกบัว หมายถึงความสงบ ศรัทธาและความสง่างาม พุทธศาสนิกชนใช้ดอกบัวบูชาพระพุทธเจ้า เนื่องด้วยคำสอนแห่งพระบรมศาสดาที่ทรงอุปมาเปรียบคน 4 เหล่า ดังดอกบัว 4 ระดับ ทั้งนี้ แหวนดอกบัวมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนในสมัยรัตนโกสินทร์ จะมีการเรียกลายทองรูปพรรณซึ่งเลียนแบบบัวสัตบงกชในหมู่ช่างทองเมืองเพชรบุรีว่า “กระดุม” เนื่องจากแต่เดิมนำลวดลายนี้ไปทำกระดุมเสื้อราชประแตน รูปทรงโดยรวมคล้ายคลึงกับหัวเม็ดทรงมัน กล่าวคือทรวดทรงกระดุมจะป้อมคล้ายบัวสัตบงกชมากกว่าบัวหลวง ส่วนปลายจะสร้างลายเป็นชั้นๆ เช่นเดียวกับหัวเม็ดทรงมัน ต่อมามีการดัดแปลงลายนี้ให้เป็นเครื่องประดับครบชุด ได้แก่ แหวนซึ่งมีกระดุมเป็นหัวแหวน บ่าช้างเรือนแหวนประดับลายดอกพิกุล สร้อยข้อมือ ต่างหู สร้อยคอ เข็มกลัดและกระดุม 5 เม็ด

  • กำไลหัวบัว และพญานาค

กำไลเหล่านี้จะประดับพลอยนพเก้า อันประกอบด้วย เพชร ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน ไพลิน มุกดา เพทาย และไพฑูรย์ ถือกันว่าจะยังสิริมงคลแก่ผู้สวมใส่ ส่วนกำไลพญานาคนั้น พญานาคเป็นเทพแห่งน้ำ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์ สร้างสรรค์ขึ้น ด้วยทักษะงานช่างทองหลวงอันหลากหลาย เช่น การสลักดุน การลงยาสี และการประดับพลอยแบบโบราณ

  • ลูกไม้ปลายมือ

เครื่องประดับลูกไม้ปลายมือมีมาแต่สมัยอยุธยา ซึ่งอาจได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทย ที่พืชพรรณธัญญาหารมีพร้อมมูลตลอดปี

  • แหวนลูกไม้ประดับรัตนชาติ 3 สี

เพชร คือ ความบริสุทธิ์แห่งปัญญาอันประเสริฐ ทับทิม คือความมั่งคั่งบริบูรณ์ และมรกต คือ ความสงบสุข พลอยนั้นฝังหุ้มแบบโบราณ แต่ละชั้นแต่งลายด้วยลวดเกลียวและเม็ดไข่ปลา และตรงกลางฝังพลอยเม็ดยอดปัจจุบันนิยมประดับพลอย นพเก้าหรือนพรัตน์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิริมงคลแก่ผู้สวมใส่เช่นกัน

  • ปะวะหล่ำ

เครื่องประดับชุดปะวะหล่ำ เป็นงานที่ได้รับอิทธิพลจากชาวจีน โดยความเชื่อว่า โคมไฟให้ความสว่างไสวเปรียบประดุจความก้าวหน้า ความเจริญรุ่งเรือง มีลักษณะเด่นที่รูปทรงกระบอกโปร่งหกเหลี่ยม เป็นลวดลายที่แสดงลักษณะเฉพาะของงานเครื่องทองเพชรบุรี บิดเกลียวเป็นรูปดอกจันมีเกสรทำด้วยไข่ปลาตีแบนประดับ อาจประดับเกสรเพียงดอกเดียว หรือประดับเกสรดอกจันทุกดอก (รวม 3 ดอก) ในแต่ละด้าน เครื่องประดับปะวะหล่ำที่ตกแต่งด้วยการฝังอัญมณีคือประดับเกสรของดอกจันทั้ง 6 ด้านด้วยทับทิม เรียกว่า ปะวะหล่ำทรงเครื่อง ซึ่งจะร้อยคั่นด้วยลูกปัดทองเม็ดเรียบเสมอ

  • แหวนและกำไลพิรอด

ในสมัยโบราณ พิรอดคือแหวนเครื่องรางถักด้วยผ้ายันต์หรือสายสิญจน์ เพื่อคุ้มครองให้แคล้วคลาดจากภยันตราย แหวนพิรอดประดับพลอย จะนิยมฝังพลอยนพเก้าและลงยาสีแดงกับเขียว ตามคติความเชื่อแบบพราหมณ์ ว่าจะนำศิริมงคลมาให้ผู้เป็นเจ้าของ จึงนิยมใส่ออกรบ ถือเป็นเครื่องรางแห่งชัยชนะ

  • พลอยนพรัตน์หรือนพเก้า

ในสมัยโบราณ อัญมณีส่วนหนึ่งถูกสงวนไว้สำหรับผู้มีสถานภาพสูงสุดเท่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นพรัตน์ (นพเก้า) ได้แก่ เพชร ทับทิม มรกต บุษราคัม ไพลิน โกเมน มุกดา เพทาย และไพฑูรย์ ซึ่งลัทธิพราหมณ์เชื่อว่าอัญมณีแต่ละชนิดเป็นสัญลักษณ์แทนดาวเคราะห์ในจักรวาลพิภพ นำพาพลังอำนาจเฉพาะแก่ผู้สวมใส่ ดังนั้น แม่ทัพผจะสวมเครื่องทองสะพายบ่าประดับนพรัตน์ยามออกศึก ซึ่งในบันทึกสมัยอยุธยาเล่าว่า นอกจากแม่ทัพจะสวมแหวนประดับนพรัตน์แล้ว ยังสวมแหวนประดับอัญมณีแต่ละชนิดรวมเก้าวง พร้อมสะพายสร้อยพาดบ่าซึ่งประดับนพรัตน์แต่ละชนิดในรูปแบบเดียวกันอีกด้วย

ดังนั้น งานช่างทองไทยที่ได้รับการพัฒนามานับศตวรรษ ย่อมมีลักษณะเด่นสะท้อนภูมิปัญญาและทักษะซึ่งสั่งสมและสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ลวดลายละเอียดวิจิตรเป็นเอกลักษณ์ของงานเครื่องทองดั้งเดิมของไทย นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมของชนหลากเผ่าพันธุ์ในชาติ เป็นศิลปะที่สะท้อนให้เห็นความคิด ความเชื่อและคุณค่าทางสังคมเป็นอย่างดี

เรื่องราวเหล่านี้มีให้อภิเชษฐ์กันในนิทรรศการ “หอเครื่องทองไทย” ณ ศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศ ซึ่งจัดเป็นศูนย์ประวัติศาสตร์และแหล่งการเรียนรู้เรื่องการทำเครื่องทอง งานช่างทองและลวดลายของสกุลช่างทองไทยสกุลต่างๆ ในอดีตกาล

ผ้ากรองทองทอมือ

ในงานนี้ ผู้ชมจะได้ยล “ผ้ากรองทอง” ผ้าไหมยกทองที่ราคาแพงที่สุดในโลกอีกด้วย เป็นการถักทอเส้นลวดทอง หรือไหมทองเป็นผืนผ้า เติมความบรรเจิดด้วยปีกแมลงทับชิ้นเล็กๆ ทั้งนี้ ผ้ากรองทองนิยมใช้ทำเสื้อครุยของพระมหากษัตริย์ สไบ หรือผ้าทรงสะพัก สำหรับเจ้านายสตรีชั้นสูง

แม้จะขึ้นชื่อว่าแพงที่สุด แต่อาจารย์วีระธรรม ตระกูลเงินไทย ผู้ออกแบบเสื้อผ้ายกทองโบราณเพื่อผู้นำเอเปกกล่าวว่า “ไม่อาจประเมินค่าได้” เพราะความยาก วิจิตร ประณีต อาศัยเวลาศึกษาค้นคว้า ออกแบบการทำไหมด้วยทองคำและ ลวดลายโบราณ โดยนำช่างทองชั้นครูมากถึง 4-5 ท่าน บรรจงร้อยนานถึง 4-5 เดือน จึงเป็นงานทรงคุณค่าแบบ “ทำมือ” (hand made) ล้วนๆ

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงผลงานศิลปะหัตถศิลป์ทองไทยจากวิทยาลัยช่างทองหลวง การจำหน่ายเครื่องทองไทยโบราณ การสาธิตทำขนมคาวหวานไทยโบราณเกี่ยวกับทองที่หาทานยาก

แม้งานช่วงวันที่ 12-13 พฤศจิกายน และ 17-18 ธันวาคม 2552 ที่ศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศ บางไทร ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ก็ยังมีให้ชมกันอีกครั้งในวันที่ 14-15 มกราคม 2553 พร้อมกับ “เครื่องทองไทยกับอนาคตที่ยิ่งใหญ่” (Thai Gold : The Future and Beyond) ประหนึ่งเชิญชวนความมั่งคั่งให้หลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับปีหน้าฟ้าใหม่ ….ห้ามพลาดเด็ดขาด

หมายเหตุ – ขอขอบคุณศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศ (ศ.ศ.ป.) ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและภาพ

(e-MoF Magazine ปีที่ 5 ฉบับที่ 55)

06/12/2009

Jazz ไม่ใช่อเมริกัน Telescope ไม่ใช่ดัทช์ หรืออิตาเลี่ยน

สิ่งต่าง ๆ  ในโลกนี้ล้วนยั่งยืนจากการสืบสานต่อยอดสร้างสรรค์เพื่อจรรโลงโลก  จนแทบไม่จำเป็นต้องถกเถียงในความเป็นเจ้าของ นอกจากมอบแก่ชาวประชาสากลในฐานะ “มรดกโลก”

ผู้เขียนเพิ่งไปงานคอนเสิร์ตบิกเกิลส์ บิ๊คแบนด์ ( Biggles Big Band in Concert) งานแสดงดนตรีแจ๊สที่ถูกขับกล่อมบรรเลงใหม่โดยวงแจ๊สชาวดัทช์ ยามค่ำคืนในสวนสวยของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ที่ถนนวิทยุ โอบล้อมด้วยสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแดนกังหันลม เช่น รองเท้าไม้  อาคารหลังคาหน้าจั่วแบบบาโร้ก (Baroque) ยุคศตวรรษที่ 17 และมีซุ้มขายอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ฮอลแลนด์ประปราย

วงบิ๊คเกิ้ลส์ ห้อยท้ายกำกับว่ามาจากอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) เมืองท่าสำคัญของเนเธอร์แลนด์ เป็นคณะดนตรีชุดใหญ่” 18 ชิ้น สั่งสมประสบการณ์ด้านแจ๊สมาเนิ่นนานกว่า 25 ปีแล้ว แต่เพิ่งมาทัวร์เมืองไทย ช่วง 4 – 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ จากหัวหิน สุโขทัย อยุธยา กาญจนบุรี กรุงเทพฯ สิ้นสุดที่พัทยา ซึ่งเฉพาะการแสดง“Jazz de Chang Kanchanaburi” ที่กาญจนบุรีเท่านั้น ที่ มีการบริจาครายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายให้แก่เครือข่ายอนุรักษ์ช้างป่า

ที่มาของเพลงแจ๊สนั้น  ประวัติศาสตร์โลกระบุว่ามีตั้งแต่ยุคค้าทาสถือกำเนิดในอเมริกาโดยคนผิวดำเชื้อสายแอฟริกา แต่บรรพบุรุษของแจ๊สก็หลากพ่อพันธุ์แม่ หลายวัฒนธรรมจนเกือบจะค่อนโลก

บ้านเกิดของแจ๊สคือนิวออร์ลีนส์ อยู่ปากแม่น้ำมิสซิสซิปปี เป็นเมืองท่าที่แต่เดิมถูกฝรั่งเศสและสเปนปกครอง ก่อนขายให้อเมริกาในยุคนั้นนอกจากมีทาสผิวดำจากแอฟริกา และนายคนขาวชาวฝรั่งเศส สเปน อังกฤษ และอเมริกัน ยังมีคนขาวจากยุโรปชาติอื่น อพยพเข้ามามากขึ้น กลายเป็นแหล่งหล่อรวมผสมผสานชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในโลกใหม่

หลังจาก “สมาสและสนธิ” ก็มีครีโอล” (Creole) ลูกผสมของคนดำกับคนขาว (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คนขาวฝรั่งเศส” ขณะที่ตำราอังกฤษบางเล่มบอกว่าหมายถึง “ลูกผสมที่พูดภาษาฝรั่งเศสและสเปนได้”) พวกเขานี่เองที่ปั้นหลอมดนตรีแจ๊ส ซึ่งมีรากเหง้าของบูลส์ (Blues) แรกไทม์ (Ragtime) เพลงสวดพื้นเมือง (Spiritual) และโยธวาทิต (Brass  band) ในเวลาต่อมา

วัฒนธรรมย่อมถูกขับเคลื่อนเลื่อนไหลไปตามพาหะ หลังจากสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1และปิดสถานเริงรมย์ในย่านสตอรี่วิลล์ (Storyville) ของนิวออร์ลีนส์ ในปี 1917 นักดนตรีจึงโยกย้ายถิ่นฐานจากนิวออร์ลีนส์เพื่อชีวิตที่ดีกว่า และดนตรีแจ๊สก็เดินทางตามไปคึกคักเกรียวกราวในชิคาโกและนิวยอร์ค

ส่วนการส่งออกแจ๊สไปยุโรป เริ่มจากประเทศที่พูดภาษาใกล้เคียงกันก่อนคืออังกฤษ ที่แปลกประหลาดอย่างยิ่งคือนักดนตรีแจ๊สอเมริกันวงแรกที่ได้เหยียบเมืองผู้ดีในปี ค.ศ. 1919 เป็นคนผิวขาว นั่นคือ ดิ ออริจินัล ดิกซีแลนด์ แจ๊ส แบนด์ (Original Dixieland Jazz Band) ซึ่งเป็นเจ้าของสถิติโลกว่าได้ออกแผ่นเสียงเพลงแจ๊สสู่ท้องตลาดเป็นวงแรกอีกด้วย

กำแพงใด ในประเทศอเมริกาจึงไม่อาจขวางกั้นความนิยมในดนตรีแจ๊สได้ หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง แจ๊สก็แตกกิ่งก้านสาขาแพร่หลายในยุโรปมากขึ้น แต่หากนับศิลปินแจ๊สผิวดำที่เป็นผู้บุกเบิกโด่งดังรุ่งเรืองในยุโรปมากที่สุดยุคนั้น ต้องยกให้ ซิดนี่ย์ บิเชต์ (Sidney Bechet) มือแซกโซโฟนเสียงโซปราโนคนเดียวกับที่ในหลวงรัชกาลที่ 8 และ 9 ของปวงชนชาวไทยโปรดอย่างยิ่ง (อ้างจากเจ้านายเล็กๆ-ยุวกษัตริย์พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์)

ดนตรีแจ๊สมักได้รับเสียงชื่นชมในต่างแดนมากกว่าต้นทาง เพราะอเมริกาเต็มไปด้วยการเหยียดผิว และให้ความสำคัญกับศิลปะและวัฒนธรรมลึกซึ้งน้อยกว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือซิดนีย์ บิเชต์ เขายอมปักหลักอยู่ปารีสจนตายดีกว่าชอกช้ำน้ำตารินในบ้านเกิด ซึ่งคนฝรั่งเศสก็บูชาถึงขนาดทำอนุสรณ์ให้ซิดนี่ย์ตรงสี่แยกกลางกรุงปารีส

มาที่ทวีปเอเชีย ถ้าถามว่าชาติไหนคลั่งดนตรีแจ๊สมากที่สุด ขอฟันธงว่าประเทศญี่ปุ่น ส่วนประเทศไทยนั้น แจ๊สได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่ม จนกระทั่งช่วงหลัง กลายเป็นกระแสมาแรงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ยิ่งถ้าจัดแสดงสดในบรรยากาศธรรมชาติจะได้รับความสนใจอย่างยิ่ง

…ก็ไม่เห็นเป็นไร แม้เพลงแจ๊สจะมีจุดเริ่มต้นในอเมริกาและคณะดนตรีชุดใหญ่” (บิ๊คแบนด์) เกิดมาจากคลับบาร์ในนิวยอร์ค แต่ใต้แสงจันทร์และสปอร์ตไลท์ในค่ำคืนนั้น…บิ๊คเกิ้ลส์แห่งอัมสเตอดัมสามารถขับกล่อมแจ๊สได้เพลิดเพลินจนผู้ได้ฟังลืมกำพืด

เพราะดนตรีไม่มีสัญชาติ มนุษย์ทุกคนต่างเปี่ยมล้นด้วยอารมณ์สุนทรีย์ ล้วนแต่ฝักใฝ่ในการสดับฟังท่วงทำนองเพลงที่งดงาม และดนตรียิ่งทวีคุณค่าเมื่อช่วยให้เกิดการรวมน้ำใจระดมทุนเพื่อเกื้อกูลช่วยเหลือสังคมต่อไป

########

อีก 2 วันถัดมา ผู้เขียนไปงาน ของสถานทูตอิตาลี จัดฉายหนังกลางแปลงเรื่องตามล่าหากาลิเลโอ” (Dear Galileo) ในสวนกระทัดรัดหน้าบ้านพักเอกอัคราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย Michelangelo Pipan วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมงานสัปดาห์ภาษาอิตาเลียนสากล ครั้งที่ 9 – กาลิเลโอรำลึกพร้อมกับเฉลิมฉลองครบรอบ 400 ปีที่กาลิเลโอ นักดาราศาสตร์ชื่อก้องโลกชาวอิตาเลียนประดิษฐ์คิดค้นกล้องโทรทรรศน์ (Telescope) หรือกล้องดูดาวนั่นเอง

ทางอิตาลีใช้คำว่าประดิษฐ์คิดค้นหรือ “Invent” ภายใต้ชื่อ “The Invention of Telescope by Galileo  Galilei ”

ทำเอาตัวแทนฝั่งเนเธอร์แลนด์สวนขึ้นมาว่านั่นไม่เป็นความจริง กาลิเลโอไม่ได้เป็นคนประดิษฐ์คิดค้นเทเลสโคป แต่เป็นชาวดัทช์ต่างหาก!!!”

ใครถูก ใครผิด? เมื่อวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาแล้วขอตัดสินให้ ต่างฝ่ายถูกคนละครึ่ง

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า  ในปีค.ศ. 1608 มีช่างทำแว่นชาวดัทช์ ชื่อฮานส์ ลิปเปอร์ซี่ (Hans Lippershey) บังเอิญนำเลนส์แว่นตา 2 อันมาส่องซ้อนกันปรับระยะใกล้-ไกล จนพบว่าวัตถุที่ส่องนั้นมีขนาดต่าง กัน จึงกลายเป็นผู้ค้นพบการเรียงเลนส์ขยายวัตถุ นำมาสู่การพัฒนากล้องส่องทางไกล

ถ้าอ่านข้อมูลในเว็บไซต์ http://www.scienceclarified.com/ จะได้อารมณ์ดราม่ามาประกอบด้วย เขาพรรณาว่าฮานส์ตื่นเต้นกับการส่องเลนส์จนนอนไม่หลับ ลุกขึ้นมาประกอบเลนส์ไว้ในกระบอกไม้ และเพียงระยะเวลาแค่ 3 วันเขาขยายความยาวของกระบอกถึง 2 เมตร ตั้งชื่อให้เสร็จสรรพว่าตัวส่อง” (Looker) มีกำลังขยาย 3 เท่า

ต่อมาก็มีเพื่อนร่วมชาติอีกคน  จาค็อบ เมเทียส (Jacob Metius) สามารถปรับปรุงกล้องให้มีกำลังขยายเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า แต่เกิดอาการน้อยใจรัฐบาลที่ทำท่าไม่เชื่อถือ ก็เลยไม่ยอมให้พิสูจน์กล้องของตัวเอง แม้ตายไปก็อุตส่าห์ทำลายทิ้ง

สุดท้ายแล้วฮานส์ก็ไม่ได้รับสิทธิบัตร  แต่การค้นพบของเขาได้รับการยกย่องจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ว่าเป็นแว่นส่องทางไกลของดัทซ์” (Dutch perspective glass)

อย่างไรก็ตาม การนำไปใช้ประโยชน์ยังไม่สะท้านจักรวาล จนกระทั่งในปีถัดมากาลิเลโอนำมาปรับปรุงกำลังขยายได้ 20 – 30 เท่าและนำมาใช้สำรวจท้องฟ้าเป็นคนแรกของโลก ในเดือนมีนาคม .. 1610

ดังนั้น การบรรยายว่า “The Invention of Telescope by Galileo  Galilei ” ของทางอิตาลี ซึ่งมีนัยกำกับว่าโดยกาลิเลโอย่อมไม่ผิด แต่หากระบุว่ากาลิเลโอพัฒนาหรือ “develop” กล้องให้มีประสิทธิภาพ “เชิงดาราศาสตร์” ต่อยอดจนเป็นจริงเป็นจังอย่างทุกวันนี้ น่าจะถูกต้องที่สุด

ภาพที่กาลิเลโอเห็นจากฟากฟ้ามีทั้งหลุม ภูเขาบนดวงจันทร์ เห็นดวงจันทร์ บริวารของดาวพฤหัสบดี 4 ดวง และวงแหวนของดาวเสาร์ แม้แต่จุดดับบนดวงอาทิตย์ก็ไม่รอดสายตากาลิเลโอที่มองผ่านกล้องของตัวเองไปได้ และเขียนบทความสั้น ชื่อ Sidereus Nuncius (ผู้ส่งสารแห่งดวงดาว) เพื่อเผยแพร่ผลสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ครั้งนี้

ผลที่ได้นำมาสู่แนวคิดโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล ขัดแย้งสุดขั้วกับความเชื่อดั้งเดิมซึ่งฝังรากจากปโตเลมีและอริสโตเติลในยุคนั้น จนศาสนจักรคาทอลิกยอมรับไม่ได้ต้องนำตัวเขาไปจองจำโทษฐานเป็นปรปักษ์ศาสนาไม่ต่างไปจากพวกนอกรีต

อย่างไรก็ตาม  การค้นพบความรู้ใหม่ของกาลิเลโอ ได้รับการสนับสนุนและต่อยอดโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กษัตริย์ฝรั่งเศส

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดของฝรั่งเศส ทอดพระเนตรการณ์ไกลว่านี่จะเป็นเครื่องมือช่วยสำรวจโลก เอื้อประโยชน์ต่อการค้าและเป็นมหาอำนาจ จึงส่งคณะทูตที่มีทั้งอัศวิน บาทหลวง มิชชั่นนารี มายังดินแดนเอเซีย โดยมีการผนวกเรื่องการค้ากับศาสนาเข้าด้วยกัน

กล้องดูดาวปรากฏในเมืองไทยครั้งแรกในยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2175  – 2231) ทรงสนพระทัยในวิทยาการชาวตะวันตกอย่างยิ่ง

“พระที่นั่งเย็น” (พระที่นั่งไกรสรสีหราช) หรือตำนักทะเลชุบศร จังหวัดลพบุรี เป็นสถานที่สังเกตจันทรุปราคาเต็มดวงของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ..2228 ร่วมกับคณะทูตฝรั่งเศสผู้พยายามเกลี้ยกล่อมให้พระองค์หันมานับถือศาสนาคริสต์ แต่ไม่สำเร็จ รวมทั้งปรากฏการณ์สุริยคราสร่วมกับนักดาราศาสตร์และบาทหลวงฝรั่งเศส เมื่อ 30 เมษายน .. 2231 ที่มีภาพเขียนของฝรั่งเป็นหลักฐานสำคัญ

ส่วนวัดสันเปาโลเป็น “หอดูดาว” ซึ่งพระองค์พระราชทานที่ดินในเมืองลพบุรีให้บาทหลวงฝรั่งเศสนิกายเจซูอิด (Jesuit)  เริ่มก่อสร้างเมื่อ ..2228 (..1685) แล้วเสร็จพ..2230 (..1687) โดยบันทึกของบาทหลวงตาชาร์ด (Guy Tachard) เล่าว่าสมเด็จพระนารายณ์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างตามแบบหอดูดาวที่ฝรั่งเศส จึงมีรูปทรงแปดเหลี่ยม ข้อมูลบางแห่งระบุว่าหอดูดาวแห่งนี้ใช้เป็นที่สังเกตปรากฏการณ์บนท้องฟ้า แล้วส่งผลกลับไปยังหอดูดาวกรุงปารีส

ด้วยเหตุนี้ จังหวัดลพบุรีจึงจัดงานเฉลิมฉลองหอดูดาวแห่งแรกเมืองไทยสมัยพระนารายณ์ฯ ตลอดจนการครบรอบ 400 ปี ดาราศาสตร์โลก และครบ 35 ปี ชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุสถานและสิ่งแวดล้อมของลพบุรี ไปพร้อม ๆ กัน เมื่อ 4 เมษายน 2552 ที่ผ่านมา

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อที่เราชาวไทยมีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความรู้ดาราศาสตร์สมัยใหม่ร่วมกับชาวโลกอย่างยิ่ง

ดูเหมือนเราจะเกี่ยวข้องตำนานของเทเลสโคปมากกว่านั้น  เมื่อมีนักประวัติศาสตร์ยืนยันบันทึกทางการทูตระบุว่า “Ambassades du Roy de Siam envoyé à l’Excellence du Prince Maurice, arrive a La Haye, le 10. septembr. 1608″ สมเด็จพระเอกาทศรถ (พ.ศ. 2100  – พ.ศ. 2163) พระอนุชาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้มีการส่งทูตจากประเทศสยามไปเข้าเฝ้าเจ้าชายมอริซ วันที่ 10 เดือนกันยายน ค.ศ. 1608 โดยเดินทางไปกรุงเฮก (Hague) ของฮอลแลนด์ (เนเธอร์แลนด์) และมีเหตุการณ์ที่ฮานส์พยายามจดสิทธิบัตรกล้องส่องทางไกลของเขาปรากฏอยู่ด้วย

ว่ากันว่าบันทึกการทูตนี้ได้เผยแพร่ไปทั่วยุโรป และทำให้เกิดการทดลองประดิษฐ์กล้องส่องทางไกลโดยนักวิทยาศาสตร์ท่านอื่น ๆ รวมทั้งกาลิเอโอ ที่นำไปปรับปรุงและใช้เป็นกล้องดูดาวอย่างเป็นจริงเป็นจัง นั่นเอง

ดังนั้น ประวัติศาสตร์มักพัวพันกันดุจงูกินหาง แม้จะถูกชำระครั้งแล้วครั้งเล่า

ทว่า..เรื่องใครจะประดิษฐ์ก่อนหลัง  ไม่อาจสำคัญเท่ากับสามัคคีคือพลัง ร่วมพัฒนาสืบสานต่อมาจนเกิดคุโณปการแก่โลก เบิกปัญญาของมนุษย์ให้เข้าใจจักรวาล

(e-MoF Magazine ปีที่ 5 ฉบับที่ 54)

05/11/2009

ย่างกุ้ง – ขลังเงาอาณานิคม

“เมืองร่างกุ้งมีทางรถไฟสายสาขาทำเลียบริมน้ำมารับส่งสินค้า พ้นทางรถไฟสายริมน้ำเข้าไปถึงตัวเมืองสร้างตึกรามตามแผนผัง…..ชาวเมืองดูจะเป็นแขกอินเดียไปเสียทั้งนั้น….กรรมกรทำการต่าง ๆ แม้จนคนแจวเรือและขับรถจ้าง คนรับใช้ตลอดจนคนขายของ”

ดังความตอนหนึ่งในพระนิพนธ์  “เที่ยวเมืองพม่า” ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรง เมื่อครั้งเสด็จไปเยือน “ร่างกุ้ง” (Rangoon) ราวเดือนมกราคม พ.ศ. 2478    ด้วยเรือโดยสารของบริษัทบริติชอินเดีย  ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ในชื่อประเทศ “พม่า” (ฺBurma)   และ “ร่างกุ้ง” มีเจ้าเมืองเป็นฝรั่ง ชื่อว่าเซอร์ ฮิวจ์ สตีเฟนสัน (Sir Hugh Stephenson)

74 ปีต่อมา   ผู้เขียนได้ไปเยือนเมืองเดียวกันนี้ภายใต้ชื่อ “ย่างกุ้ง” (Yangon) ในยุคที่ “พม่า” ได้รับอิสระภาพมาแล้วกว่า 60 ปี เปลี่ยนชื่อเป็นว่า “เมียนมาร์” (Myanmar) ปกครองโดยรัฐบาลทหาร  พบว่าสภาพเมืองทั่วไปดูไม่ต่างจากที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบรรยายไว้ในครั้งนั้น

เมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเมียนมาร์แห่งนี้ ยังคงเบียดอัดพลุกพล่านไปด้วยชาวพม่าผิวสีเข้ม เค้าหน้ากระเดียดไปทางอินเดีย  ผู้ชายใส่เสื้อสีอ่อนแขนยาวนุ่งโสร่ง ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่น ใส่รองเท้าแตะ บ้วนหมากลงบนพื้นเป็นระยะ ๆ  และต้อง “ปั่นไฟ” ใช้ เองเพื่อหล่อเลี้ยงธุรกิจ

ไม่แปลกนักหากพบเห็นคนกว่าครึ่งในย่างกุ้งเป็นชาวอินเดีย   เพราะในช่วง ค.ศ. 1886 –1948 ที่ถูกอังกฤษปกครองเบ็ดเสร็จ   นามแผ่นดินถูกเปลี่ยนเป็น “พม่า”  เมืองหลวงถูกย้ายจากมัณฑเลย์มายัง “ร่างกุ้ง” และ อังกฤษเห็นพม่าเป็นเพียงจังหวัดหนึ่งของอินเดียเท่านั้น  พร้อมกับนำชาวอินเดียเข้ามาทำงานจำนวนมาก จนผสมกลมกลืนกับคนพม่าไป

ชาวพม่าเชื้อสายอินเดียอาจจะถูกขับไล่ออกนอกประเทศไปบ้างหลังจากที่พม่าได้อิสรภาพคืนเมื่อ  4 มกราคม 1948 (พ.ศ. 2491)   แต่โดยทั่วไป รัฐบาลทหารก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงบ้านเมืองเชิงวัตถุมากมายนัก นอกจากพยายามชำระจิตใจด้วยการเปลี่ยนชื่อประเทศและเมืองเป็น “เมียนมาร์”  และ”ย่างกุ้ง”

ย่างกุ้งยังคงความเป็นเมืองท่า และศูนย์กลางธุรกิจ ริมแม่น้ำอิรวดี  มีรางรถไฟตามแนวชายฝั่งเพื่อลำเลียงสินค้าและน้ำมันเช่นอดีต  เพียงแต่เปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์จาก “คนนอก” มาเป็น “คนใน” เท่านั้น ทำให้กิจกรรมบริเวณนี้รายรอบไปด้วย “ธุรกิจของรัฐบาล” วุ่นวายไปด้วยผู้คนและข้าวของสินค้ารอการขนถ่าย ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่คาดหวังได้เห็นภูมิทัศน์ริมแม่น้ำเปิดโล่งโปร่งสบายแนวโรแมนติคก็ควรทำใจไว้แต่เนิ่น ๆ

แต่ก็ทดแทนได้ด้วยการเพลิดเพลินชมอาคารสไตล์โคโลเนี่ยลด้านตะวันออกของเมือง    โดยยึดวงเวียนเจดีย์สุเล หรือ “สุเลพะยา” (Sule Paya) ทรงระฆังคว่ำแปดเหลี่ยมเป็นจุดศูนย์กลาง

ชื่อถนนต่าง ๆ ของย่างกุ้งค่อนข้างชวนสับสนหัวฟู เพราะนอกจากป้ายมีขนาดเล็กและหายาก  ยังมีทั้งชื่อในแบบอังกฤษและท้องถิ่น  โดยอย่างแรกตั้งขึ้นในสมัยอาณานิคม หลังจากอังกฤษจัดผังเมืองแนวตารางตามธรรมเนียม ยังตั้งชื่อตามความคุ้นเคยจากแผ่นดินแม่ของตนด้วย  เช่น ถนนสแตรนด์ริมแม่น้ำอิระวดี ก็ใช้ชื่อเดียวกับถนนเลียบแม่น้ำเทมส์ในกรุงลอนดอน เป็นต้น พอพม่าได้รับอิสรภาพคืน หลาย  ๆ ชื่อก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นชื่อท้องถิ่นตามกระแสชาตินิยม

บนถนนสุเลพะยามุ่งสู่แม่น้ำอิรวดี  ช่วงแยกตัดกับถนนเมอร์ชานต์ (Merchant) หรือเส้นทางธุรกิจสะพรั่งในยุคนั้น  จะเห็นตึกสีขาว รูปทรงเหลี่ยมดูน่าเชื่อถือ จัดเป็นผลงานในช่วงปลายในยุคอังกฤษเถลิงอำนาจก็ย่อมได้ เพราะสร้างเมื่อค.ศ. 1935 เพื่อเป็นธนาคารกลางอินเดีย (Reserve Bank of India)มีหน้าที่จัดระบบการเงินต่าง ๆ ของพม่าที่ในครั้งนั้นเป็นเพียงเขตปกครองหนึ่งของอินเดีย  ครั้นตกถึงมือญี่ปุ่น ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นก็ใช้ธนาคารแห่งนี้จัดการธุรกรรมการเงินในพม่าต่อไป ซ้ำยังพิมพ์ธนบัตรของตัวเองที่นี่ด้วย  และแล้วญี่ปุ่นก็เผาธนาคารนี้ในปี 1945  หลังจากฝ่ายพันธมิตรเข้ากวาดล้าง ปัจจุบันเป็นที่ทำการของธนาคารพม่า(Central Bank of Burma)

มุ่งหน้าสู่ถนนสแตรนด์ (Strand) เลียบแม่น้ำอิระวดี  จะเห็นตึกขาวโพลนทรงหอคอยตั้งตระหง่านตรงมุมถนนปันโซดาน  (Pansodan ชื่อเก่าเรียกว่าแฟร   – Phayre)  เป็นที่ตั้งของกรมเจ้าท่า (Port Authority )  ใกล้ ๆ กันนั้นจะมีด่านศุลกากร (Custom House) เป็นตึกสีน้ำตาลอิฐแกมขาวสอดหอคอยสีขาวไว้ตรงกลาง ออกแบบโดยจอห์น เบก (John Begg) สถาปนิกชื่อก้องชาวสก็อต ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของรัฐบาลอินเดีย หลังจากที่เขาก่อตั้งบริษัทด้านสถาปัตยกรรมที่อินเดีย ในปี 1901และเป็นคนเดียวกับที่ออกแบบตึกกรมไปรษณีย์โทรเลขที่ถนนแฟรด้วย

ลองกวาดสายตาในบริเวณไม่ไกลกัน  จะเห็นอาคารสามชั้นสีเขียวซีดเซียวมียอดโดมน้ำตาลแดงบนปีกตึกทุกด้าน  นั่นเป็นกองบัญชีกลางที่คอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการจำหน่ายฝิ่น ไม้สักและเกลือของสหราชอาณาจักรมาก่อน

บนถนนสแตรนด์  ยังมีไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดคือโรงแรม  “เดอะสแตรนด์” (The Strand)โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมวิคตอเรีย  สร้างขึ้นเมื่อปี 1896 โดยสองพี่น้องตระกูลซาร์กี้ (Sarkie) ผู้เลื่องชื่อด้านการก่อตั้งโรงแรมหรูในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง โรงแรมออเรียนทัล ( Oriental) ในมาเลเซีย และ ราฟเฟิล (Raffles) ในสิงคโปร์

โรงแรมเดอะแสตรนด์จัดเป็นสัญลักษณ์ของยุคอาณานิคมสุดขั้ว  เพราะต้อนรับแต่ชนผิวขาว  จนกระทั่งถูกนำไปใช้เป็นฐานปฏิบัติการของกองทัพสมเด็จพระจักรพรรดิเมื่อถูกญี่ปุ่นยึดครอง   จากนั้นหลังสงครามสงบก็ถูกขายให้บริษัทพัฒนาเศรฐกิจพม่า (Burma Economic Development Corporation)  ก่อนที่จะเปลี่ยนมือมาสู่เบอร์นาร์ด เปวิน (Bernard Pe Win) นักธุรกิจชาวพม่าในปี 1989 จวบจนปัจจุบัน

The Strand โรงแรมที่เคยต้อนรับแต่ชนผิวขาว

ถัดไปไม่ใกล้ไม่ไกล  จะเห็นตึกสีขาวสะอ้าน  เคยเป็นที่ตั้งของสถานทูตอังกฤษ มีชื่อไม่เป็นทางการว่าตึก  เกรแฮม (Graham’s Building) ตามประวัติดั้งเดิมของอาคารนั้นถูกสร้างในค.ศ. 1898  เป็นสำนักงานของบริษัทเมสเซิส เจ แอนด์ เอฟ เกรแฮม แอนด์ โค ( Messrs J & F Graham & Co)  ทำธุรกิจส่งออก-นำเข้าและประกันภัยสินค้า

ตึกศาลสูง​ (High Court Building)  ที่ถนนปันโซดาน (Pansodan)   สร้างในปี 1911 ออกแบบโดยเจมส์ แรนซัม (James Ransome )อยู่ตรงจัตุรัสใกล้ ๆ กับสวนมหาบัณฑูละ(Mahabandoola Garden) เผชิญหน้ากับอนุสาวรีย์แห่งอิสรภาพ

สถาปัตยกรรมแนววิคตอเรียของศาลสูง

เห็นตึกสไตล์โคโลเนียลมากเข้า  บางคนอาจรู้สึกตาลาย และสับสนระหว่างศาลสูงกับตึกตรงหัวมุมตัดถนนดาลฮูซี่ (Dalhousie) และ ถนนบาร์ (Barr) ด้วยความที่มีสีน้ำตาลอิฐสลับเหลืองที่มีหอคอยนาฬิกาเหมือนกัน  ทั้งนี้ ในอดีตเป็นห้างสรรพสินค้าโรวี่แอนด์โค (Rowe & Co) ของอังกฤษ  สังเกตได้ว่าบุคลิกภายนอกของศาลสูงดูขลังอำนาจมากกว่าจากสีน้ำตาลเข้มที่ระบายบนตัวอาคารเป็นหลัก จะมีเหลืองแซมก็เฉพาะชั้นล่างสุดและเล่นระดับระหว่างชั้น

อาคารใหญ่ ๆ  ในสมัยนั้นมักออกแบบโดยมือโปรชาวตะวันตก แต่ก็มีคนท้องถิ่นแทรกตัวเข้ามาได้  นั่นคือ สิทถุ อู ทิน  (Sithu U Tin ) ซึ่งชาวพม่าให้การยกย่องว่าเป็นสถาปนิกผู้บุกเบิกและคำว่าสิทถุแปลว่า “วีรบุรุษ” เสียด้วย เขาผู้นี้ออกแบบสถานีรถไฟ (Central Railway Station) ในปี  1910 และศาลากลาง (City Hall)  ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ วงเวียนสุเลพะยาในปี 1927 จึงเป็นผลงานแห่งความแตกต่าง มีลักษณะผสมผสานรากฐานแข็งแรงแบบตะวันตกเข้ากับศิลปะพม่า ด้วยตัวอาคารแนวสมัยใหม่สวมด้วยยอดแหลมสลักสเลาวิจิตรพิสดารอ่อนช้อย  ทั้งนี้ ตัวเขาเองมีดีกรีเป็น “นักเรียนนอก”  เรียนจบด้านสถาปัตยกรรมมาจากมหาวิทยาลัยบอมเบย์ในอินเดีย

ศาลากลางย่างกุ้งฝีมือสถาปนิกชาวพม่า

บนถนนสแตรนด์ก่อนเข้าสู่ถนนเตียนพยู (Thien Phyu)  จะสะดุดตากับตึกใหญ่ที่มีความสำคัญในฐานะเป็นกองบัญชาการตำรวจข้าหลวงอังกฤษมาก่อน ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านร้านตลาดถูกกีดกันไม่ให้เดินผ่าน  แต่ต้องข้ามถนนไปเดินห่าง ๆ อยู่อีกฟากหนึ่ง เพราะที่แห่งนี้คือสำนักงานใหญ่กรมตำรวจ   จึงเป็นกฏที่ผู้มาเยือนควรจำให้ขึ้นใจว่า ไม่ควรเผลอถ่ายรูปเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารและกิจการของรัฐบาลโดยเด็ดขาด

ส่วนตึกสีน้ำตาลทรงคล้ายป้อมปราการกินอาณาบริเวณกว้างขวางตรงตัวมุมถนนThien Phyu ตัดกับถนนอโนรธา (Anawrahta) ตึกสุดแสนอลังการซึ่งปัจจุบันถูกทิ้งร้างปิดตาย หลังนี้เคยเป็นที่ทำการของคนระดับบิ๊ก ๆ ในยุคอาณานิคม จากนั้นรัฐบาลทหารพม่าก็นำมาใช้เป็นสำนักรัฐมนตรี (Minister’s Office บ้างก็เรียกว่า  Secretariat) เป็นที่เดียวกับที่นายพลอองซาน (บิดาของนางอองซานซูจี)  ผู้นำในการเรียกร้องสันติภาพคืนจากอังกฤษและรัฐมนตรีอีก 6 คนถูกลอบสังหารในวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947 ) เกิดขึ้นหลังจากนายพลอองซานขึ้นนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่าได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น

ริมแม่น้ำอิระวดียังมีร่องรอยผลประโยชน์ด้านขนส่งทางน้ำของอังกฤษที่สะดุดตาอย่างยิ่ง นั่นคือสำนักงานของบริษัทอิระวดีโฟว์ทิล่า ( Irrawaddy Floatila) ก่อตั้งในปี 1865โดยนักธุรกิจจากสก๊อตแลนด์ ตั้งแต่เมื่อครั้งแผ่นดินยังอยู่ใต้การปกครองของพระเจ้ามินดง ปัจจุบันถูกยึดเป็นของรัฐบาลชื่อว่าอินแลนด์วอเตอร์ ( Inland Water Transport)

ช่วงถนนแฟร (Phayre) ตัดกับถนนแบงค์ (Bank) จะพบตึกแนวอาร์ตเดคโค ที่มีรูปทรงเส้นเสาผสมผสานโครงสร้างแบบเรขาคณิต ให้ความรู้สึกเรียบหรู  เชื่อกันว่าเคยเป็นธนาคารการค้าสำหรับอินเดีย ออสเตรเลียและจีนมาก่อน

ยังมีสถาปัตยกรรมวิคตอเรียที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งที่ถนนลันมะดาว (Lanmadaw) ที่นี่มีโรงพยาบาลทั่วไป (Yangon General Hospital) รูปทรงตึกสามชั้นระบายสีน้ำตาลแซมเหลือง สร้างในปี 1899 นอกจากจะรักษาผู้ป่วยมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม ยังจารึกรอยประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ 8888 ซึงประชาชนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและเกิดเหตุจราจลบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากในวันที่ 8 เดือนสิงหาคม 1988  และเป็นสถานที่นางอองซานซูอีแถลงต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ในเดือนและปีเดียวกัน

ตรงข้ามโรงพยาบาลทั่วไป  จะมีตึกทรงเตี้ยสองชั้นสีน้ำตาลสลับสีขาวตามขอบหน้าต่างใหญ่สองตอนขอบโค้ง ที่แห่งนี้เคยเป็นวิทยาลัยการแพทย์ตั้งแต่ปี 1929 ตามประวัติเล่าว่าเป็นการขยับขยายจากการศึกษาในโรงพยาบาลฝั่งตรงข้ามนั่นเอง

ใครต่อใครที่มาเยือนย่างกุ้งต่างต้องมาเดินชมสินค้านานาชนิดที่ตลาดโบจ๊ก อองซาน (Bogyoke Aung San ) ที่ทอดตัวยาวริมถนนชื่อเดียวกัน  ตลาดนี้สร้างขึ้นสมัยอาณานิคมเช่นกัน เมื่อปี1926  สมัยโน้นใช้เป็นสถานีรถราง ในเวลาต่อมาใช้เป็นแหล่งจับจ่ายสินค้าก็มีนามเรียกขานกันว่าตลาดสก๊อต (Scott Market) โดยตั้งตามเจมส์ จอร์จ สก๊อต (James George Scott)  ข้าหลวงชาวอังกฤษที่ว่ากันว่าทำให้คนพม่ารู้จักกีฬาฟุตบอล ส่วนถนนก็มีชื่อว่าข้าหลวงมอนต์โกเมอรี่  (Montgomery Commissioner) พอมาสมัยได้รับอิสรภาพคืน ก็ตั้งชื่อให้เกียรตินายพลอองซาน  (“โบจ๊ก”  แปลว่านายพล) วีรบุรุษในใจของคนในประเทศแทน

ตลาดโบจ๊กอองซานที่ไม่เหลือเค้าสถานีรถราง

ที่พึ่งทางใจของชาวตะวันตกในยุคนั้นย่อมไม่พ้นโบสถ์  ที่เด่น ๆ ก็มีโบสถ์ศาสคณะแห่งเมทอดิสต์ (Methodist Episcopal Church)บนหัวมุมถนนเฟรเซอร์ (Fraser) ตัดกับถนนแฟร ซึ่งอยู่คู่เมืองมาตั้งแต่ปี 1880  นอกจากนี้ยังมีโบสถ์นิกายโรมันคาทอลิกชื่อ เซนต์แมรี่ (St. Mary’s Cathedral) บนถนนสปาร์ค (Spark) ก่อตั้งขึ้นปี 1908  มีโรงเรียนเซนต์พอล (St. Paul) อยู่ข้าง ๆ และโบสถ์เพรสไบทีเรีย (Presbyterian) ซึ่งเป็นนิกายโปรแตสเตนต์แขนงหนึ่ง โดยโบสถ์นี้มีความเก่าแก่น้อยลงมา 20 ปี ปัจจุบันใช้ชื่อว่าโบสถ์แบ๊บติสต์เมียวม่า ( Myo Ma Baptist Church) อยู่ใกล้ ๆ ถนนสายหลักของเจดีย์ชเวดากอง

ดังนั้น  “ย่างกุ้ง” ยังคงอบอวลไปด้วยร่องรอยประวัติศาสตร์ยุค  “ล่าอาณานิคม” อย่างยิ่ง หากไม่รวมสถานที่ภาคบังคับสำหรับนักท่องเที่ยว เช่น  ชเวดากองเจดีย์อร่ามทองอายุสองพันกว่าปี  โรงช้างเผือก  พระนอน ฯลฯ รวมทั้งสถานที่ธรรมชาติอย่างทะเลสาบหลวงกันดอว์จีที่ตั้งของเรือการะเวกจำลอง จุดชมวิวหรูหราราคาแพงและทะเลสาบอินยาบริเวณกักตัวนางอองซานซูจี  หรือ  “The Lady”

หากจะกล่าวว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พม่าอยากลบเลือนเหล่านี้ยังคงหนาแน่นชุกชุมจัดว่าสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียคงไม่ผิด แม้สภาพอาจจะทรุดโทรมไปบ้างตามกาลเวลา ขอเพียงแต่รู้จักรักษาให้คงไว้ ย่อมทรงคุณค่าต่อการศึกษาอดีตสืบไปตามที่ปรากฏในรายชื่อ “มรดกแห่งเมืองย่างกุ้ง”

(e-MoF Magazine ปีที่ 5 ฉบับที่ 53)

13/09/2009

ซีอาน มหัศจรรย์สุสานชาววัง

xian1

ซีอาน(Xi’an) หนึ่งในสิบเมืองประจำมณฑลส่านซี (Shaanxi)  …หากเราพอจำภาษาจีนเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเรื่องทิศได้ว่า “เหนือ-ใต้-ออก-ตก” คือ “เป่ย-หนาน-ตง-ซี” ย่อมเดาได้ไม่ยากว่าซีอันเป็นเมืองด้านตะวันตก ขณะที่เป่ยจิง(ปักกิ่ง)อยู่ทางตอนเหนือมีฐานะเป็นเมืองหลวงปัจจุบันของประเทศจีน  เมืองตะวันตกอย่างซีอานก็เคยเป็นเมืองหลวงเก่าแก่สืบเนื่องมาหลายราชวงศ์ ตั้งแต่เมื่อหนึ่งพันปีก่อนคริสตกาลภายใต้ชื่อโบราณที่เรียกกันสมัยนั้นว่า “ฉางอาน”

แต่เวลาที่นักท่องเที่ยวทั่วไปได้ยินชื่อ “ซีอาน” มักนึกถึงจักรพรรดิจิ๋นซีก่อน ทั้ง ๆ ที่ฉางอาน(ซีอาน)ไม่ใช่เมืองที่พระองค์เลือกเป็นศูนย์กลางแม้แต่น้อย หากแต่เป็น “เซี่ยนหยาง”(Xianyang) ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือห่างจากเมืองซีอานประมาณ 50 กิโลเมตร  เหตุผลก็เพราะติดภาพความยิ่งใหญ่โอฬารของกองทัพทหารดินเผาหรือที่เรียกกันเป็นชื่อสากลว่า “Army of Terra-cotta Warriors” ที่ค้นพบบริเวณสุสานของพระองค์

….ด้วยความเป็นเจ้าเหนือแผ่นดินจีน “อย่างเป็นทางการ” องค์แรก   จิ๋นซีฮ่องเต้ (นับแต่นี้จะเรียกตามภาษาจีนกลางว่า “ฉินสื่อหวงตี้”) ย่อมทำอะไรเล็ก ๆ ไม่เป็น จากการที่ทรงต้องรวบรวมดินแดนแคว้นเหล่าเข้าด้วยกันอย่างยากลำบากจากยุคสงครามระหว่างแคว้นทั้งเจ็ด(จ้านกั๋ว) อันได้แก่ฉิน ฉู่ ฉี เยี่ยน หัน จ้าว และเว่ย หลังจากสืบราชสมบัติแคว้นฉินด้วยพระชนมายุเพียง 13 พรรษา พระองค์จึงให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงเพื่อปกป้องและปกครองแผ่นดินจีนเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นในช่วงรัชสมัยฉินมักพบหลักฐานที่แสดงถึงพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ แต่หาความรุ่งเรืองด้านศิลปวัฒนธรรมแทบไม่พบ หนำซ้ำหนังสือประวัติศาสตร์ ปรัชญา บทกวี ไม่เว้นแม้แต่เพลงโบราณยังถูกเผาทำลาย เพื่อป้องกันการบั่นทอนล้มล้างอาณาจักรที่เป็นปึกแผ่นของพระองค์

นอกจากนี้ยังร่ำลือกันถึงความเป็นจักรพรรดิที่ใฝ่หา “ชีวิตอมตะ” ด้วยถือพระองค์ว่ามีความยิ่งใหญ่เหนือชนทั่วหล้าและมหากษัตริย์แคว้นใดในอดีต จึงเชื่อว่ามีแต่พระองค์เท่านั้นที่จะปกครองแผ่นดินจีนอันกว้างใหญ่ไพศาลได้ดีที่สุด จึงทรงมุ่งมั่นที่จะมีพระชนมายุตราบชั่วฟ้าดินสลาย ดั่งเช่นประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ระหว่างเสด็จประพาสไปยังชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกเพื่อค้นหาเกาะอมตะในตำนานเซียน ด้วยมุ่งหวังจะครอบครองโอสถทิพย์(ยาอายุวัฒนะ)

ผลงานที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ ขนาดที่ว่าเดินทางไปไกลถึงดวงจันทร์แล้วยังมองเห็นได้ก็คือกำแพงเมืองจีน (ชื่อเป็นทางการคือ “กำแพงหมื่นลี้” หรือมีชื่อสามัญว่า “กำแพงยาว”) สร้างขึ้นเพื่อแสดงอาณาเขตการปกครองและป้องกันข้าศึกรุกราน อันดับต่อมาก็คือกองทัพนักรบดินเผาขนาดใหญ่เท่าตัวคนจริง ๆ จำนวนมหาศาลในบริเวณสุสานของพระองค์เอง ก็สนองต่อความเชื่อเรื่องความมั่นคงของราชวงศ์ฉินในภายภาค(และภพ)หน้า ส่วนพระปรีชาสามารถอื่น ๆ เช่นกำหนดระบบเงินกลมเจาะรูสี่เหลี่ยมตรงกลางไว้ร้อยเป็นพวง ระบบชั่งตวงวัด ระบบภาษาเขียน ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วหล้า ก็ล้วนแต่เอื้ออำนวยต่อการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจของพระองค์ทั้งสิ้น 

จากเมื่อสองพันปีก่อนจวบจนบัดนี้ หลักฐานอภิมหาโบราณวัตถุแห่งแสนยานุภาพที่ยังคงความแข็งแกร่งของพระองค์นั่นเองที่มักกลบทับรัศมีราชวงศ์อื่น

############

นับถอยหลังไป 32 ปีเพื่อย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1974 หรือพ.ศ. 2517 ….ขณะที่ชาวนากำลังขุดดินทำบ่อน้ำ กลับค้นพบตุ๊กตาโบราณใส่ชุดนักรบทำด้วยดินเผาขนาดเท่าคน (จริง ๆ แล้วขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย เพราะมีความสูงถึง 1.8 – 2 เมตร เว้นแต่ว่าคนจีนโบราณตัวสูงใหญ่กันทุกคน)โดยบังเอิญเข้า ณ บริเวณพื้นราบค่อนข้างแห้งแล้ง เพาะปลูกอะไรก็ไม่ค่อยได้ผล ห่างจากสุสานฉินสื่อหวงไปทางตะวันตกประมาณ1.5 กิโลเมตร จึงแจ้งให้ทางการทราบ แล้วทุกคนก็ต้องร้องอ๋อว่าทำไมพื้นที่บริเวณนี้ถึงทำการเกษตรไม่ได้ หลังจากค้นพบว่าใต้พื้นดินบริเวณนั้นเต็มไปด้วยกองทัพนักรบทหารราบดินเผาในมือถืออาวุธจริง เช่นดาบ หอก ธนู  มีจำนวนมหาศาลถึงขนาดที่ว่าประมาณการไว้ว่ามีกว่า7-8,000 ตัว แต่ทุกวันนี้ยังขุดมาบูรณะไม่หมด (ส่วนชาวนาผู้ค้นพบนั้นปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่และคอยแจกลายเซ็นให้กับใครก็ตามที่ซื้อหนังสือรวมเรื่องและภาพกองทัพทหารดินเผาซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ตีพิมพ์-แต่ห้ามถ่ายรูปเจ้าตัวโดยเด็ดขาด)  

กองทัพทหารดินเผาขนาดเท่าคนจริงนี้เป็นกองทัพที่สร้างขึ้นเพื่ออารักขาสุสานฉินสื่อหวงที่ตั้งอยู่บนภูเขาหลี (หลีซาน)  จึงเชื่อกันว่ามีรูปปั้นดินเผาของพระองค์ขนาดเท่าตัวจริงด้วยแต่ว่ายังหาไม่พบ และทุกวันนี้รัฐบาลจีนก็ยังไม่ยอมขุดสุสานขึ้นมาโดยอ้างว่าเทคโนโลยียังไม่เอื้ออำนวย เกรงว่าจะทำลายหลักฐานทางประวัติศาตร์อันประเมินคุณค่าไม่ได้ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งนี้ เราต้องไม่ลืมว่าตามบันทึกประวัติศาสตร์ของซือหม่าเชียนในสมัยฮั่นอันเป็นราชวงศ์ต่อมานั้นระบุไว้ว่า ฉินสื่อหวงตี้เกณฑ์แรงงานมาถึง 700,000 คน เพื่อสร้างอาณาจักรหลังความตายใต้พิภพนี้ โดยใช้เวลาทั้งสิ้นถึง 36 ปี ก่อนที่จะฝังคนงานทั้งหมดรวมทั้งขุนนางและสนมกว่า 48 นางไปพร้อม ๆ กับพระองค์!!

ลองจินตนาการไปตามบันทึกประวัติศาสตร์เป็นภาพ “เมืองจักรพรรดิ” ที่จำลองแผ่นดินจีนฉบับย่อส่วนเอาไว้ใต้พื้นดิน  เพดานท้องพระโรงตบแต่งด้วยเพชรพลอยและไข่มุกแท้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวถือเป็นดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ พื้นด้านล่างปูฉาบด้วยทองแดงอันหมายถึงผืนแผ่นดิน ผสมผสานด้วยสายน้ำปรอทอันแทนความหมายของแม่น้ำและทะเล กระแสน้ำนั้นถูกบังคับขับเคลื่อนทิศทางด้วยเครื่องจักรกล ส่วนบริเวณด้านนอกของที่ประทับเป็นตำหนักน้อยใหญ่สำหรับบรรดานางสนม …….หลายคนอาจเถียงหัวชนฝาว่าน่าจะเป็นเรื่องในนิยายปรำปรามากกว่า แต่ทว่าเมื่อไม่นานมานี้กลับมีการค้นพบสารปรอทในปริมาณสูงมากอย่างไม่น่าเชื่อบนผิวดินบริเวณนี้ จึงดูเหมือนว่าบันทึกดังกล่าวเริ่มมีเค้ามูลความจริงแล้ว

อนิจจา.. นักท่องเที่ยวที่พยายามปีนบันไดสุสานจากชั้นล่างไปสู่ชั้นบนสุดย่อมรู้สึกผิดหวังเป็นธรรมดาเมื่อได้เห็นแต่ขอบเขตแสดงตำแหน่งของสุสานหลักว่าเป็นชั้น ๆ ลงไปข้างใต้บริเวณที่ท่านกำลังเหยียบอยู่นั้น อย่างไรก็ดีหลายคนก็หันไปชื่นชมทัศนียภาพโดยรอบแทน พร้อมอดใจรอคอยการขุดสุสาน ..ทั้ง ๆ ที่อาจไม่มีวันเกิดขึ้นในยุคสมัยที่ตนมีชีวิตอยู่ก็ตาม   

ส่วนกองทัพทหารดินเผาที่พบส่วนใหญ่อยู่ในสภาพแตกหักระเนระนาด ไม่ใช่เป็นเพราะธรรมชาติทำลายลง หากแต่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่ามีการจงใจทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นยุคสมัยต่อมาหลังจากที่ฉินสื่อหวงสิ้นอำนาจ ดังนั้นตุ๊กตานักรบดินเผาในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ที่นักท่องเที่ยวได้เห็นนั้นเป็นสภาพที่ผ่านการบูรณะมาแล้ว  

อาณาเขตกองทัพทหารดินเผาส่วนที่ขุดแล้วแบ่งออกเป็นสามหลุม หลุมแรกหรือ Pit 1 ค้นพบเหล่าทหารดินเผาในลักษณะกำลังออกรบรวมทั้งสิ้นประมาณ 6,000 นาย (บ้างก็ว่า 8,000 นาย) แต่ละแถวจะประกอบด้วยม้า 4 ตัวนำทัพอยู่ตอนหน้า โดยขณะขุดพบใหม่ ๆ มีอาวุธจริงนับได้กว่าหมื่นรายการ และยังมีสภาพแหลมคมเพราะเคลือบสารกันผุกร่อนเอาไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้ว 

Pit 2 นั้นมีขนาดเล็กกว่า และมีลักษณะการจัดวางเป็นรูปตัว L โดยเริ่มขุดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1976 จนพบทหารดินเผาประมาณ 1,000 นาย รวมทั้งพลธนูในท่านั่งคุกเข่า เสนาธิการทหารและนายพล ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังขุดกันไม่เสร็จ ส่วน Pit 3 นั้นเป็นรูปตัว U มีขนาดเล็กที่สุด ประกอบไปด้วยทหารระดับสูง 68 นาย ม้า 4 ตัวและรถม้า 1 คัน ว่ากันว่าเป็นศูนย์บัญชาการรบ เพราะมีการค้นพบซากกระดูกสัตว์ที่มั่นใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของพิธีบูชายัญก่อนออกทำศึกสงคราม  อย่างไรก็ดี นักโบราณคดีปักใจเชื่อว่าจำนวนนักรบที่ขุดค้นพบนี้อาจเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของกองทัพทหารจำนวนมากมายที่ยังคงฝังตัวอยู่ใต้พื้นดินเบื้องล่างโดยรอบสุสาน และถ้าจะขุดให้หมดอาจต้องใช้เวลานานหลายสิบปี

สังเกตุได้ว่ารูปปั้นดินเผาของทหารแต่ละนายมีหน้าตาไม่เหมือนกัน คาดว่าจะทำขึ้นเลียนแบบตัวจริง โดยสมัยนั้นมีการแต่งแต้มสีให้เหมือนคนจริง ๆ ทุกประการ เมื่อนำตุ๊กตาเหล่านั้นมาสัมผัสอากาศและแสงสว่างในอีกสองพันปีต่อมา สีก็พลันจืดจางหายไปอย่างรวดเร็ว ส่วนการแบ่งยศกันเหมือนกองทัพจริง ๆ นั้นดูอย่างไร ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเคล็ดลับอยู่ที่การสังเกตุความแตกต่างของทรงผม และอาภรณ์บนกาย

หากว่าทหารดินเผาท่านนั้นมวยผมเอาไว้ด้านข้างอย่างเก๋ไก๋ แต่กลับแต่งชุดธรรมดาปราศจากเสื้อเกราะ เทียบได้ว่าเป็น “พลทหารทั่วไป” (Common Soilder) ขณะที่ผู้ใดก็ตามมีทรงผมรวบไว้เป็นมวยไม่ว่าจะด้านข้างหรือตรงกลางศีรษะ บนกายสวมเสื้อเกราะ ยิ่งถ้าอยู่ในท่านั่งด้วยแล้ว ก็ขอให้มั่นใจได้ว่าเขาเป็น “พลธนู” (Archer) ส่วนผู้ที่มีท่าทางน่าเกรงขามขึ้นมาหน่อย เกล้าผมเป็นมวยเดี่ยวตรงกลางพร้อมที่ครอบศีรษะ ถือว่าอยู่ในระดับ “ผู้บัญชาการ” (Commander) แต่หากพบว่าทหารผู้นั้นประสานมือเข้าด้วยกันทำหน้าตาสุขุมคัมภีรภาพเหมือนกำลังคิดการใหญ่ (มักพบว่ากางนิ้วชี้ขึ้นราวกับเคาะนิ้วระหว่างใช้ความคิด) ผมมวยแบ่งกลางออกเป็นสองก้อน อยู่ในชุดเสื้อเกราะที่ด้านหน้าและด้านหลังมีโบว์ด้านละ 3 ขยุ้ม ท่านก็คือผู้บัญชาการทหารสูงสุดหรือ “พลเอก” (General)  ว่ากันว่านักรบดินเผาของแท้หากอยู่ในท่ายืนแล้วต้องยืนบนฐานสี่เหลี่ยมกันทุกคนเพื่อการทรงตัวที่มั่นคง ขณะที่ท่านนายพลจะตัวสูงและหนักกว่าคนอื่น ๆ

xian2

ส่วนฉินสื่อหวงตี้ดินเผาจะเป็นเช่นไรนั้น ก็มีผู้หวังดีปั้นพระองค์ขึ้นจากจินตนาการภายใต้ชุดฉลองพระองค์ยาวและเหน็บกระบี่ไว้ที่เอวให้สมกับเป็นจักรพรรดินักรบที่ไม่ยอมห่างไกลอาวุธ เช่นเดียวกับภาพวาดที่เห็นกันทั่วไป ดังนั้น ตุ๊กตาดินเผาแทนพระองค์ที่เห็นในปัจจุบันย่อมไม่ถือเป็นของแท้แม้จะยืนบนฐานสี่เหลี่ยมเหมือนคนอื่นเขา เพราะยังไม่มีใครเคยเห็นของจริงหรือยืนยันได้ว่ามีด้วยซ้ำไป  เพียงแต่คนทั่วไปเชื่อว่าน่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่ง ดั่งเช่นตุ๊กตากองทัพทหารเหมือนจริงที่พระองค์โปรดให้สร้างขึ้นเหล่านั้น  

ความยิ่งใหญ่ชวนขนลุกขนพองเหล่านี้เองที่ทำให้นักท่องเที่ยวหายใจเข้าออกเป็นกองทัพทหารดินเผาใต้พิภพเมื่อได้มาเยือนซีอาน ทว่าเมื่อมองด้วยใจเป็นธรรมแล้ว ซีอานกลับไม่ควรเป็นเพียงเมืองที่มีชื่อเสียงควบคู่แต่กับสุสานฉินสื่อหวงตี้ เพราะนอกจากไม่ใช่เมืองหลวงของพระองค์โดยตรงแล้วกลับเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของหลายราชวงศ์ หนำซ้ำยังเป็นราชวงศ์ในยุคทองนั่นก็คือฮั่นและถัง ที่สืบทอดรุ่นต่อรุ่นได้ยาวนานกว่าราชวงศ์ฉินถึงสองร้อยกว่าปีด้วยซ้ำ (ราชวงศ์ฉินนั้นหลังจากสถาปนาแล้วกลับทรงอำนาจได้เพียงแค่ 14 ปี) ย่อมไม่แตกต่างจากราชธานีอื่น ๆ ที่ค้นพบสุสานประจำราชวงศ์จำนวนมากมาย

ซีอานจึงมีฐานะเป็นเมืองศูนย์กลางการวิจัยด้านโบราณคดีของมณฑลส่านซี อาชีพนักขุด-บูรณะซากโบราณเบ่งบานเฟื่องฟู ก่อนที่รัฐบาลจะสร้างอะไรต่อมิอะไรก็ขอให้นักโบราณคดียกทีมไปสำรวจกันเสียก่อน จวบจนบัดนี้สามารถขุดสุสานจักรพรรดิและสมาชิกราชวงศ์ได้กว่า 90 แห่ง นี่ยังไม่นับรวมสาขาของแต่ละแห่งที่แยกย่อยเป็นสุสานคนสนิทชิดเชื้อ อาทิ นางสนม ขุนนาง เป็นจำนวนอีกไม่น้อย

การที่ชาวจีนมักเรียกตัวเองว่าเป็น “ชาวฮั่น” ย่อมไร้ข้อกังขาว่าราชวงศ์ฮั่นยิ่งใหญ่เพียงใด (แม้จะมีช่วงเว้นวรรคอำนาจ แต่เมื่อรวมฮั่นตะวันตกซึ่งถือว่าเป็นฮั่นยุคต้นเข้ากับฮั่นตะวันออกที่เป็นฮั่นยุคหลังแล้ว ราชวงศ์นี้ยั่งยืนยาวนานถึง 426 ปี) ….เริ่มจากผู้นำของกบฏชาวนาต่อสู้ล้มล้างราชวงศ์ฉินที่เสื่อมมนต์อำนาจลงด้วยเหตุกดขี่ข่มเหงรีดไถพสกนิกรอย่างหนักจากสร้างเมกกะโปรเจคท์ทั้งหลาย  มาสู่การสถาปนาราชวงศ์ฮั่นโดยย้ายเมืองหลวงจากเมืองเซี่ยนหยางของราชวงศ์ฉินแต่เดิม ข้ามแม่น้ำเว่ยมาอีกฟากหนึ่งกลายเป็นราชธานีใหม่ “ฉางอาน” (“ซีอาน”ในปัจจุบัน) จากนั้นราชวงค์ฮั่นตะวันตกก็รุ่งเรืองสูงสุดในรัชสมัยของจักรพรรดิอู่ตี้ (ก่อนคริสตศักราชที่ 141-87) ผู้เป็นโอรสของจักรพรรดิองค์แรก เป็นยุคที่มีปัญญาชนเข้ามารับใช้ราชสำนักมากมาย รวมทั้งซือหม่าเชียนผู้สร้างผลงานบันทึกประวัติศาสตร์อันลือลั่น ทั้งนี้ สุสานของพระองค์(ชื่อสั้น ๆ ว่า “สุสานเหมา” หรือ “เหมาหลิง”) ห่างจากตัวเมืองซีอานไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 40 กิโลเมตร ถือเป็นสุสานที่ใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ฮั่นโดยใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า 50 ปี ถึงแม้ว่ารัฐบาลจีนจะยังไม่ขุดสุสานหลักของท่านขึ้นมา แต่มีการพบชุดหยกที่ป้องกันศพไม่ให้เน่าเปื่อยในบริเวณใกล้เคียง และมีสุสานอื่น ๆ รายรอบอยู่ราว12 แห่ง เชื่อกันว่าเป็นของนางสนม นายพล รวมทั้งกุนซือคนสำคัญด้วย

ห่างจากสุสานฉินสื่อหวงไปทางตะวันตก 40 กิโลเมตร เพิ่งจะมีการขุดพบ“สุสานฮั่นจิง” โดยบังเอิญในปี ค.ศ. 1990 ระหว่างที่คนงานกำลังสร้างถนนหลวง จิงตี้เป็นจักรพรรดิลำดับที่ 4 ของราชวงศ์ฮั่น (157 – 141 BC ก่อนจักรพรรดิอู่ตี้ขึ้นครองราชย์) หลักฐานตุ๊กตานักรบดินเผาที่พบในสุสานถึงแม้จะมีจำนวนหลายพันแต่ก็มีขนาดเล็ก(ความสูงประมาณหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับคนทั่วไป) ปัจจุบันไม่มีแขน ไม่สวมเสื้อผ้า เนื่องจากสมัยนั้นแขนทั้งสองข้างทำขึ้นมาจากไม้ส่วนเสื้อผ้าทำด้วยหนังจึงผุกร่อนไปตามกาลเวลา ทหารดินเผาเหล่านี้มีลักษณะนอบน้อมถ่อมตนกว่าที่พบในสุสานฉินสื่อหวง เชื่อว่าได้รับอิทธิพลจากลัทธิเต๋าที่เน้นความเรียบง่าย จึงมีลักษณะแตกต่างไปจากฉินสื่อหวงผู้นิยมความยิ่งใหญ่อลังการ์โดยสิ้นเชิง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนักเพราะฮั่นเป็นราชวงศ์ที่มาทีหลัง ย่อมได้ประโยชน์จากการที่ราชวงศ์ฉินรวมอาณาจักรไว้ให้แล้ว จึงไม่ต้องหมกมุ่นกับเรื่องศึกสงคราม เมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อยกว่าก็เริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งอื่น ๆ เช่นศิลปะ เป็นต้น ประมาณการว่าพระองค์เกณฑ์แรงงานมาสร้างสุสานดังกล่าวเพียงแค่ 17,000 คน และใช้เวลาสร้าง 28 ปี  

xian3

ทางด้านราชวงศ์ถังที่สืบทอดราชสมบัติยาวนานถึง 289 ปี (ค.ศ. 618-907, มากกว่าราชวงศ์ฮั่นตะวันตก 74 ปี) จักรพรรดิไท่จงผู้โด่งดังไม่น้อยหน้าจักรพรรดิอู่ตี้ก็มีสุสานอยู่ในเมืองซีอานด้วยเช่นกัน(คนจีนเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า “สุสานเจ้า” ออกเสียงแบบจีนกลางว่า “เจ้าหลิง”) ราชวงศ์ถังนั้นกล่าวกันว่าเป็นยุคที่รุ่งโรจน์ที่สุดของจีนในแง่ของแสนยานุภาพ อารยธรรมและความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ชนิดในน้ำมีปลาจับไม่ไหวในนามีข้าวกินไม่หมด  ด้วยความที่พระองค์ทรงปรีชาสามารถทั้งการทหาร การปกครองแผ่นดินโดยธรรม และศรัทธาในศาสนาพุทธอย่างแรงกล้า โดยทรงโปรดให้พระภิกษุเสวียนจั้ง (พระถังซัมจั๋ง)เดินทางไปอินเดียเมื่อปี ค.ศ. 629 และโปรดให้สร้างเจดีย์ห่านป่าใหญ่ขึ้นในวัดซีหมิง นอกจากถวายแด่พระมารดาแล้วยังเป็นที่เก็บพระไตรปิฎกที่พระเสวียนจั้งนำมาจากอินเดียด้วย ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เปี่ยมด้วยคุณค่าของซีอาน

สุสานราชวงศ์ถังอีกแห่งที่อยู่ไม่ไกลจากสุสานเจ้านักก็คือ “สุสานเฉียน” อันเป็นอาณาจักรแห่งความตายที่งดงามของจักรพรรดิเกาจงและจักรพรรดินีอู่เจ๋อเทียน(หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม “บูเช็คเทียน”) สุสานแห่งนี้ได้รับการบูรณะให้คงสภาพค่อนข้างดี เต็มไปด้วยรูปสลักคนและสัตว์ที่ตระการตามากมายรวมทั้งรูปปั้นหิน 61 ตัวที่เชื่อว่าเป็นรูปปั้นแทนตัวชาวต่างชาติผู้มาเข้าเฝ้าในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ย่อมสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่บานสะพรั่งในยุคนั้น  ทั้งนี้ จักรพรรดิเกาจงเป็นโอรสลำดับที่สามของจักรพรรดิไท่จง พระองค์ได้รับราชบังลังก์มาแบบ “ส้มหล่น” เพราะรัชทายาทลำดับแรกถูกพระบิดาจับได้คาเตียงว่าเป็นพวกรักร่วมเพศ ในเวลาต่อมาก็ถูกขับออกจากเมืองเพราะรู้ทันแผนชิงบัลลังก์ ส่วนรัชทายาทลำดับต่อมาก็ได้รับชะตากรรมเดียวกันจากการซ่องสุมกำลัง บัลลังก์จึงตกเป็นของพระองค์อย่างมิต้องลงแรงแย่งชิงใครมา และถึงแม้พระองค์จะไม่มีประวัติด้านพระปรีชาสามารถโดดเด่นนักแต่ก็ได้มเหสีอย่างอู่เจ๋อเทียน(อดีตสนมของพระบิดา)มาช่วยบริหารบ้านเมือง ทำให้ยุคสมัยของพระองค์เป็นช่วงทีศิลปะ วรรณคดีเจริญงอกงาม รวมไปถึงอำนาจการปกครองระหว่างดินแดน เช่น พิชิตเกาหลีได้ อีกทั้งยังชนะสงครามที่ทำกับญี่ปุ่นครั้งแรก แม้พระนางจะถูกกล่าวถึงในด้านความโหดเหี้ยมอำมหิตเพื่อรักษาอำนาจ ทว่าได้รับการยอมรับว่าทรงเปี่ยมไปด้วยความเฉลียวฉลาด มีความสนพระทัยด้านพระอักษรและเลื่อมใสพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก “วัดถ้ำประตูมังกร” (หลงเหมินสือคู) รูปสลักหินภายในถ้ำในเมืองลั่วหยางก็สำเร็จลงในยุคสมัยของพระนาง  ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกไม่น้อยหน้ากองทัพทหารดินเผา

นอกจากนี้ ในบริเวณสุสานเฉียนยังมีสุสานเชื้อพระวงศ์อื่น ๆ เช่น “สุสานหย่งไต้” (หย่งไต้มู่) ขององค์หญิงหย่งไต้ พระธิดาองค์ที่เจ็ดของจักรพรรดิจงจง ตามตำนานกล่าวว่าพระองค์ถูกเสด็จย่า(พระนางอู่เจ๋อเทียน) กำจัดเมื่อพระชนมายุเพียง 17 พรรษาเพราะคำยุยงป้ายสีของผู้ไม่หวังดี แต่ที่แท่นศิลากลับจารึกไว้ว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ประสูติ สุสานนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก “สุสานจางหวย” (จางหวยมู่) ขององค์ชายหลี่เสียนผู้เป็นรัชทายาทลำดับที่สองของจักรพรรดิเกาจงและพระนางอู่เจ๋อเทียน พระองค์ถูกพระมารดาเนรเทศไปอยู่เมืองเฉิงตูด้วยข้อหาวางแผนก่อกบฏและถูกบังคับให้ผูกคอตายในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังมี “สุสานองค์ชายอี้เต๋อ” พระเชษฐาขององค์หญิงหย่งไต้ ผู้สิ้นพระชนม์แต่วัยเยาว์เช่นกัน (19 พรรษา) เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสุสานเฉียนนี้ด้วย

 ############

สุสานเก่ายังขุดกันไม่หมด สุสานใหม่ก็มาจ่อคิวรออยู่แล้ว อย่างเช่นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ (ค.ศ. 2003 – 2004) ก็เพิ่งมีเรื่องน่าตื่นเต้นเกิดขึ้นด้วยการค้นพบสุสานประวัติศาสตร์แห่งใหม่เพิ่มเติม ตามหลักฐานคาดว่าเป็นของขุนนางชาวเปอร์เซียที่เข้ามาทำงานรับใช้ราชวงศ์ถังในยุคที่เส้นทางสายไหมเฟื่องฟู

 อาจจะไม่ให้ความรู้สึก “อภิมหา” เท่าสุสานของฉินสื่อหวงตี้ แต่เมื่อพิจารณาจากจำนวนและราชวงศ์ที่หลากหลายนี้แล้ว ก็ชวนให้เปรียบเปรยซีอานว่าเป็น “เมืองสุสานโบราณ” มากกว่าจะเป็นเมืองของใครคนหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว ……เพราะหากสามารถสแกนพื้นดินบริเวณโดยรอบ เราอาจเห็นสุสานบุคคลสำคัญฝังตัวอยู่อย่างหนาแน่นรอการค้นพบกันไม่หวาดไม่ไหวอยู่ข้างใต้ก็เป็นได้

(e-MoF Magazine ปีที่ 2 ฉบับที่ 13 กรกฎาคม 2549)

11/09/2009

มัณฑะเล – อมรปุระ – อังวะ – สะแคง : ราชธานีก่อน “พม่าเสียเมือง”

amarapura

ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจตอนบนของของเมียนมาร์ (Myanmar) และเป็นราชธานีสุดท้ายก่อน “พม่าเสียเมือง” อาจทำให้ “มัณฑะเล” เป็นที่จดจำของคนทั่วไป แต่แท้จริงแล้วเมืองโบราณที่อยู่ใกล้กันอีก 3 เมืองคือ “สะแคง” “อังวะ” และ “อมรปุระ”  เสริมคุณค่าให้ “มัณฑะเล” ทอประกายงดงามทางศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ยิ่งขึ้นไปอีก

ต้องย้อนกลับไปที่ ค.ศ. 1287 หลังจากอาณาจักรพุกามล่มสลายจากการถูกกองทัพจีนมองโกลตีแตก พม่ายุคนั้นแตกเป็นเมืองเล็กเมืองน้อย  รวมกลุ่มชาติพันธุ์ได้ที่ไหนก็ตั้งราชธานีที่นั่น

ขณะที่ชาวมอญตั้งราชธานี “แบ่กู” (Bago หรือ “พะโค”) ที่พม่าตอนล่าง ในเขตพม่าตอนบนก็มีเจ้าไทยใหญ่ (ฉาน) สร้างเมือง “สะแคง” (Sagaing หรือไทยเรียกว่า “จักกาย”)  ที่อยู่ริมแม่น้ำอิระวดีฝั่งตะวันตกเป็นราชธานี แต่ยืนยาวได้ไม่ถึง 60 ปีมีการรบพุ่งกันจนเมืองแตกอีกครั้ง ผู้กำชัยสถาปนา “อังวะ” (Inwa)  ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นเมืองหลวงแทน บ้านเมืองสงบสุขอยู่ได้นานถึงเกือบ 400 ปี ก่อนมีการสร้าง “อมรปุระ”(Amarapura) ซึ่งอยู่เหนือกรุงอังวะเล็กน้อย เป็นราชธานีแห่งใหม่และยืนยาว 76 ปี ตามมาด้วย “มัณฑะเล” (Mandalay) ที่กลายเป็นราชธานีสุดท้าย อายุเพียง 28 ปี

…..อดีตราชธานีของพม่าตอนบนเหล่านี้ ล้วนแต่มีความงดงามต่างกันโดยมีแม่น้ำอิระวดีเป็นศูนย์กลาง…..

“สะแคง” ราชธานีเก่าของฉาน เต็มไปด้วยเจดีย์สีขาว บ้างก็แต่งแต้มด้วยยอดสีทองเรียงรายบนเนินเขา ตามความเชื่อโบราณถือเป็นเขาพระสุเมรุ  โดยนักท่องเที่ยวหลายคนนิยมชมวิวที่วัดอูมินทงแซ (Uminthounzeh)  ซึ่งมีพระพุทธรูป 45 องค์เรียงรายอยู่ภายในถ้ำ

มาที่เมือง “อังวะ” ที่เป็นราชธานียาวนานกว่าใครดูกว้างใหญ่ ผสมผสานร่องรอยประวัติศาสตร์ทั้งใหม่และเก่า มีสัญลักษณ์เป็นสะพานเหล็กข้ามแม่น้ำอิระวดี เก่าแก่สร้างโดยอังกฤษเมื่อปี 1934 ก่อนที่จะระเบิดทิ้งเสียเองในปี 1942 เพื่อไม่ให้ญี่ปุ่นใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีเจดีย์สำคัญอีกหลายแห่ง เช่น ติไหล่ชิน (Htilaingshin Paya) ที่สร้างตั้งแต่สมัยพุกาม เป็นต้น

ส่วน “อมรปุระ” แม้ตัวพระราชวังเดิมและกำแพงเมืองจะถูกรื้อถอนไปใช้ประโยชน์ในสมัยอื่นเสียแล้ว แต่ก็ยังอบอวลด้วยบรรยากาศเมืองเก่า มีสะพานอูเบ่ง (U Bein) ทำด้วยไม้สักเก่าแก่อายุ 200 กว่าปีทอดยาว 1.2 กิโลเมตรเหนือทะเลสาบต่าวตะหมั่น (Taungthaman) เป็นสัญลักษณ์และวัดขนาดใหญ่จำนวนมาก ชาวบ้านยึดอาชีพทอผ้าเป็นหลักจนเป็นผลิตภัณฑ์ประจำเมือง

สำหรับ “มัณฑะเล” สร้างโดยพระเจ้ามินดงเมื่อปี 1857 แม้ขณะนั้นพม่ายังเต็มไปด้วยคติและวิถีชีวิตดั้งเดิม แต่ นักล่าอาณานิคมจากตะวันตกเริ่มคืบคลานเข้ามามีบทบาทในประเทศมากขึ้นทุกที

กระทั่งมาถึงยุคพระเจ้าตีป่อ (หรือ สีป่อ) ครองบัลลังก์แทนพระเจ้ามินดง  สถานการณ์ของพม่าอาจคล้ายคลึงกับไทยที่ถูกกดดันจากฝรั่งเศสและอังกฤษที่ต่างหาเหตุเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ แต่ที่แตกต่างคือพระเจ้าตีป่อหันไปฝักใฝ่ฝรั่งเศสทำให้อังกฤษเสียสิทธิการค้า จนอ้างเหตุยกกองทัพมาตีพม่าจนเสียเอกราชนับตั้งแต่วันขึ้นปีใหม่ของปี 1886 และพระเจ้าตีป่อกลายเป็น “กษัตริย์องค์สุดท้าย” ของพม่า  โดยถูกเนรเทศไปอยู่อินเดียนาน 30 ปีตราบจนสิ้นพระชนม์

โชคดีที่อังกฤษเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรม ยินดีบูรณะสืบสานพระราชวังมัณฑะเล แม้จะเป็นไปไม่ได้ที่คนรุ่นหลังจะได้ชื่นชมพระราชวังที่ทำด้วยไม้สักทั้งหมดเช่นในอดีต แต่ก็ยังเติมเต็มร่องรอยอารยธรรม โดยแผนผังของเมืองถอดแบบ “อมรปุระ” ด้วยลักษณะสี่เหลี่ยมจัตุรัส กำแพงเมืองยาวเกือบ 2 กิโลเมตรล้อมรอบด้วยคูน้ำ ซึ่งมาจากความเชื่อเรื่อง “แผนภูมิจักรวาล” แบบพราหมณ์

บริเวณใกล้พระราชวัง มีภูเขามัณฑะเล (Mandalay Hill) ตระหง่านงาม นอกจากนี้ยังวัดมหามุนี (Mahamuni Paya) ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่าวัดระไค ตามชื่อเมืองเดิม “ระไค” (Rakhaing ไทยเรียกว่า “ยะไข่”) ที่พระมหามุนีเคยประดิษฐาน ก่อนถูกหั่นออกเป็นสามท่อนเพื่อเคลื่อนย้ายมาที่นี่

หนึ่งในพระพุทธรูปที่สำคัญที่สุดในพม่าอายุกว่าพันปีองค์นี้หล่อด้วยสำริด มีความสูงประมาณ 4 เมตร กระทั่งถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่พม่าจะเสียเมือง 1 ปี จนเชื่อกันว่าเป็น “ลางบอกเหตุ”  เผาวัดเสียวอดวาย และทำให้พื้นผิวขององค์พระมหามุนีขรุขระ อย่างที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพบรรยายไว้ในพระนิพนธ์ “เที่ยวเมืองพม่า” ว่าเหมือน “หนังไก่ย่น”

ทว่าผู้คนยิ่งเลื่อมใสศรัทธาพากันปิดทองซ้ำทับไปทับมาบนองค์พระจนมีความหนาเพิ่มขึ้น 15 เซนติเมตร จะเว้นก็แต่ฤดูฝนที่ปิดทองไม่ได้ เพราะทรงจีวร  อย่างไรก็ตาม จะเป็นฤดูไหนผู้หญิงก็หมดสิทธิ์เข้าไปปิดทองโดยเด็ดขาด ต้องไหว้วานผู้ชายช่วยจัดการให้  แต่ที่ทุกเพศวัยต่างมีโอกาสเหมือนกันคือตื่นแต่เช้ามืดเพื่อเข้าร่วมพิธีชำระพระพักตร์ของพระมหามุนีในช่วงตี 4

ตามด้วยอาหารเช้าขึ้นชื่อของมัณฑะเล เป็นขนมจีนไก่กระทิน้ำพริกเผา โรยหมี่กรอบ บีบมะนาว ใส่หอมแดงหั่นเป็นแว่น ละม้ายคล้ายคลึงกับ “ข้าวซอย”  ซึ่งชาวมัณฑะเลนิยมไปนั่งกินกันที่ร้าน Shwe Pyi Moe Cafe ข้างพระราชวัง

ในวัดมหามุนียังมีรูปหล่อสำริดศิลปะเขมร คือ พระอิศวร สิงห์และช้างเอราวัณ ที่ดั้งเดิมเป็นสมบัติเขมร ก่อนตกเป็นของไทยอยู่ 146 ปีหลังจากที่ยกทัพไปตีเมืองพระนคร จากนั้นก็ผลัดมือมาเป็นของพม่าเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาจวบจนปัจจุบัน

นอกจากราชธานีโบราณเหล่านี้แล้ว ทางตอนบนของ “มัณฑะเล” ประมาณ 10 กิโลเมตรยังมีเมือง “มิงกุน”(Mingun) ที่โดดเด่นด้วยระฆังใหญ่ที่สุดในโลกมีน้ำหนักเกือบ 90 ตัน และซากเจดีย์มิงกุนที่สร้างเมื่อ 1797 แต่ก็ไม่อาจสำเร็จลุล่วงเนื่องจากเป็นโครงการก่อสร้างที่มโหฬารเกินกำลัง กระหน่ำซ้ำด้วยแผ่นดินไหว ทำให้ยอดถล่มลงมาเหลือแต่ช่วงฐานสูงประมาณ 50 เมตรและปรากฏรอยแยกผ่ากลางอย่างชัดเจน

การได้มาเยือน “มัณฑะเลย์” และเมืองเก่าแก่รายล้อมเหล่านี้จึงถือเป็นประสบการณ์อิ่มเอมใจไม่ยิ่งหย่อนกว่าไป “พุกาม” ด้วยคุณค่าที่ถักประสานกิ่งก้านอารยธรรมของพม่าตอนบนไว้อย่างงดงามแน่นหนา


(e-MoF Magazine ปีที่ 5 ฉบับที่ 52 เรื่องและภาพโดย วันพยา ณ ลำพูน)


พุกาม – ความยิ่งใหญ่ที่ไม่ต้องตีตรา “มรดกโลก”

Bagan1

 

ในบรรดาโบราณสถานสำคัญในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรขอมโบราณนครวัด-นครธมแห่งกัมพูชา บุโรพุทโธของอินโดนีเซีย หรือจะโบราณน้อยลงมาหน่อยอย่างเมืองหลวงพระบางของลาว ล้วนได้รับการรับรองจากองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ให้เป็นพื้นที่ทรงคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ หรือที่เรียกว่ามรดกโลก” 

 

….ยกเว้นอาณาจักรพุกามแห่งประเทศเมียนมาร์ (พม่า) ทั้ง ที่เปี่ยมคุณค่าและเก่าแก่ไม่แพ้ใคร

 

ถึงกระนั้น นักท่องเที่ยวยังคงใฝ่ฝันได้เยือนพุกามก่อนตายด้วยภาพมหัศจรรย์ของเจดีย์น้อยใหญ่เรียงรายเต็มแผ่นดิน นี่ขนาดผ่านภัยธรรมชาติและการทุบทำลายของมองโกลจนหดหายไปกว่าครึ่ง ก็ยังมีเจดีย์กว่าสองพันแห่ง อาณาเขตกว้างขวางกว่าอาณาจักรสุโขทัยศรีสัชณาลัยของไทยหลายเท่า 

 

แม้จะเก่าแก่ยิ่งกว่าสุโขทัย รวมไปถึงนครวัดกว่าร้อยปี องค์กรยูเนสโกก็ยังไม่ประกาศรับรองอาณาจักรพุกามให้เป็น “มรดกโลก” เพื่อแสดงท่าทีไม่สนับสนุนผลประโยชน์ของรัฐทหาร 

 

แต่ไร้ตรายูเนสโกกลับส่งผลดี เพราะช่วยจำกัดการท่องเที่ยวแบบถล่มทลาย ทำให้รอดพ้นเงื้อมมือการเติบโตทางวัตถุมากเกินไป แถมยังคงบรรยากาศความขลังอลังการแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับภาพบาดตาจากกรุ๊ปทัวร์ล้นหลามและความเจริญจากตะวันตก เสียมเรียบที่ตั้งนครวัดนครธม หรือ หลวงพระบางของลาว 

 

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวทุกคนต้องเสียค่าเข้าเมืองพุกาม 10 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ที่รัฐบาลอ้างว่าเป็นการช่วยอนุรักษ์และบำรุงรักษาเขตโบราณสถานแห่งนี้ 

 

เมืองพุกามมีขนาดไม่ใหญ่นัก ภายในพื้นที่ประมาณ 42 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น ชาวเมืองยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมและนิยมใช้รถม้า โดยแบ่งโซนเป็นพุกามเก่าหรือโซนโบราณสถาน ซึ่งก็มีสถานที่ราชการและโรงแรมอยู่ประปราย 

 

ส่วนพุกามใหม่ห่างออกไปเพียง 3 กิโลเมตร เป็นแหล่งที่อยู่ มีโรงแรม เกสต์เฮาส์ ร้านอาหารชุกชุมมากขึ้น ด้านตะวันออกเฉียงเหนือไกลออกไปอีกหน่อยมีเหยาอูเป็นชุมชนนักท่องเที่ยว สะดวกต่อการเดินทางไป-มา เพราะอยู่ใกล้สนามบินและสถานีรถไฟ

 

ผู้มาเยือนพุกามย่อมไม่พลาดวัดอนันดา ที่ยกย่องกันว่าเป็นวัดที่สวยที่สุด โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบมอญ และมีปรางค์ซึ่งจัดเป็นต้นแบบของวัดส่วนใหญ่ในพุกาม ภายในซุ้มประตูของวัดมีทั้งหมด 4 ด้านประดับด้วยพระพุทธรูปยืนสูงประมาณ 9 เมตรทุกด้าน

 

ไม่เพียงเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธา วัดอนันดาเป็นศูนย์กลางของการใช้ชีวิต มีตลาดนัดใกล้ ซึ่งแผงร้านค้ามีสภาพไม่ต่างจากตลาดต่างจังหวัดบ้านเรานัก แต่เงียบสงบกว่า สินค้าส่วนใหญ่เป็นผ้าซิ่น สมุนไพร สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป ตลอดจนซีดีปลอม 

 

ที่ต่างจากบ้านเราคือเขาขายซีดีธรรมะเป็นล่ำเป็นสันมากกว่า ชนิดติดโปสเตอร์พระพรืดเต็มแผง และมีซุ้มสตูดิโอบริการถ่ายภาพกับฉากวิว

 

ที่พุกามหากเราลองหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาสุ่มถ่ายภาพ อาจพบว่าถ่ายมุมไหนก็ติดเจดีย์ เพราะนับไม่หวาดไม่ไหว คนรักศิลปะและของโบราณคงอยากอยู่พุกามสักเดือน เพื่อดื่มด่ำเจดีย์นับพันที่ล้วนงดงามมีเอกลักษณ์เฉพาะให้ครบ 

 

สำหรับคนที่มีเวลาน้อย สถานที่ที่ห้ามพลาดนอกเหนือจากวัดอนันดา คือ วัดสัพพัญญูที่สูงตระหง่านที่สุดในพุกาม ขณะที่วัดธรรมะยังจีถือเป็นวัดขนาดใหญ่ที่สุด สร้างโดยกษัตริย์ที่คิดไถ่บาปจากการปลงพระชนม์พระปิตุลาของตน 

 

นอกจากนี้ยังมีเจดีย์บูพยาทรงน้ำเต้า วัดสุลามณีที่ทั้งงดงามภายนอกด้วยการเรียงตัวแน่นของอิฐและจิตรกรรมภายใน หากยังไม่อิ่มภาพพุทธประวัติต้องไปโบสถ์อุบาลีต่อ แต่ถ้าสนใจศิลปะยุคหลัง ๆของพุกามควรไปชมวัดมิงกะลาเซดี ขณะที่วัดมหาโพธิ์ สะท้อนให้เห็นอิทธิพลของวัดพุทธคยาในอินเดีย 

 

อย่าลืมว่านอกเขตพุกามเก่าก็มีของดี พุทธศาสนิกชนควรไปเยือนวัดชเวซิกอง กราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุเพื่อความเป็นสิริมงคล

 

แต่ถ้ายังไม่อิ่มวัด ลองเดินทางไปภูเขาโปปะที่อยู่นอกเมือง นอกจากเยือนวัดบนยอดเขาหลังเดินขึ้นบันไดยาวเหยียดจนเหนื่อยแล้ว จะพบหลักฐานการนับถือผี (นัต) 37 ตนของชาวบ้านตั้งแต่ก่อนการเผยแผ่พุทธศาสนา ระหว่างทางสามารถแวะชมวิถีชาวสวนตาล และผลิตน้ำตาลปึก น้ำตาลยา น้ำตาลเมา และไวน์ ส่วนใหญ่ห่อหุ้มแพ็กเกจจิ้งใบตาลสานเก๋ไก๋น่าอุดหนุนเป็นของฝาก

 

นักท่องเที่ยวมักนิยมชมทะเลเจดีย์แห่งพุกามด้วยรถม้า เพราะได้บรรยากาศอดีตสุดแสนรื่นรมย์ แต่การนั่งบอลลูนชมเมืองก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แม้สนนราคาแพงแต่ก็คุ้มค่าที่ได้ลอยอยู่เหนือเจดีย์เก่าแก่ทั้งปวง ทอดสายตาชมทัศนียภาพเมืองอย่างเต็มอิ่มทั้งวัด แม่น้ำ และบ้านเรือนผู้คน ซึ่งเป็นทางเลือกสุดโรแมนติกในการชมวิวพระอาทิตย์ตกดิน

 

แต่ถ้าอยากประหยัดเงินให้เข้ากับยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองยามนี้ จะไปรวมตัวกับนักท่องเที่ยวและคณะทัวร์อื่นเพื่อชมทัศนียภาพอาทิตย์ลับฟ้าที่วัดมิงกะลาเซดีก็ได้

 

ใครก็ตามที่มาเยือนพุกาม ล้วนแต่ติดใจในมนต์เสน่ห์แห่งอดีต ศิลปะและวัฒนธรรมเก่าแก่นับพันปีที่งดงาม ผู้คนท้องถิ่นที่ภาคภูมิใจในสมบัติของตน 

 

เห็นทีรัฐบาลทหารเมียนมาร์ต้องขอบคุณองค์กรยูเนสโกที่ไม่ขึ้นทะเบียนอาณาจักรพุกามเป็นมรดกโลกเพราะนั่นเป็นการช่วยรักษาศิลปะและวัฒนธรรมดั้งเดิมของพุกาม และดำรงไว้ซึ่งคุณค่าและความหมายของมรดกโลกในตัวเอง แทนที่จะถูกกระแสวัตถุนิยมครอบงำเหมือนโบราณสถานอื่น

 

(เรื่องและภาพ – วันพยา ณ ลำพูน, ตีพิมพ์ในนิตยสาร Thailand Industrial Today, May 2009)

The Rubric Theme. Create a free website or blog at WordPress.com.

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.