Travel the World – ดื่มศิลปะ เคล้าวัฒนธรรม แกล้มประวัติศาสตร์

11/09/2009

มัณฑะเล – อมรปุระ – อังวะ – สะแคง : ราชธานีก่อน “พม่าเสียเมือง”

amarapura

ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจตอนบนของของเมียนมาร์ (Myanmar) และเป็นราชธานีสุดท้ายก่อน “พม่าเสียเมือง” อาจทำให้ “มัณฑะเล” เป็นที่จดจำของคนทั่วไป แต่แท้จริงแล้วเมืองโบราณที่อยู่ใกล้กันอีก 3 เมืองคือ “สะแคง” “อังวะ” และ “อมรปุระ”  เสริมคุณค่าให้ “มัณฑะเล” ทอประกายงดงามทางศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ยิ่งขึ้นไปอีก

ต้องย้อนกลับไปที่ ค.ศ. 1287 หลังจากอาณาจักรพุกามล่มสลายจากการถูกกองทัพจีนมองโกลตีแตก พม่ายุคนั้นแตกเป็นเมืองเล็กเมืองน้อย  รวมกลุ่มชาติพันธุ์ได้ที่ไหนก็ตั้งราชธานีที่นั่น

ขณะที่ชาวมอญตั้งราชธานี “แบ่กู” (Bago หรือ “พะโค”) ที่พม่าตอนล่าง ในเขตพม่าตอนบนก็มีเจ้าไทยใหญ่ (ฉาน) สร้างเมือง “สะแคง” (Sagaing หรือไทยเรียกว่า “จักกาย”)  ที่อยู่ริมแม่น้ำอิระวดีฝั่งตะวันตกเป็นราชธานี แต่ยืนยาวได้ไม่ถึง 60 ปีมีการรบพุ่งกันจนเมืองแตกอีกครั้ง ผู้กำชัยสถาปนา “อังวะ” (Inwa)  ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นเมืองหลวงแทน บ้านเมืองสงบสุขอยู่ได้นานถึงเกือบ 400 ปี ก่อนมีการสร้าง “อมรปุระ”(Amarapura) ซึ่งอยู่เหนือกรุงอังวะเล็กน้อย เป็นราชธานีแห่งใหม่และยืนยาว 76 ปี ตามมาด้วย “มัณฑะเล” (Mandalay) ที่กลายเป็นราชธานีสุดท้าย อายุเพียง 28 ปี

…..อดีตราชธานีของพม่าตอนบนเหล่านี้ ล้วนแต่มีความงดงามต่างกันโดยมีแม่น้ำอิระวดีเป็นศูนย์กลาง…..

“สะแคง” ราชธานีเก่าของฉาน เต็มไปด้วยเจดีย์สีขาว บ้างก็แต่งแต้มด้วยยอดสีทองเรียงรายบนเนินเขา ตามความเชื่อโบราณถือเป็นเขาพระสุเมรุ  โดยนักท่องเที่ยวหลายคนนิยมชมวิวที่วัดอูมินทงแซ (Uminthounzeh)  ซึ่งมีพระพุทธรูป 45 องค์เรียงรายอยู่ภายในถ้ำ

มาที่เมือง “อังวะ” ที่เป็นราชธานียาวนานกว่าใครดูกว้างใหญ่ ผสมผสานร่องรอยประวัติศาสตร์ทั้งใหม่และเก่า มีสัญลักษณ์เป็นสะพานเหล็กข้ามแม่น้ำอิระวดี เก่าแก่สร้างโดยอังกฤษเมื่อปี 1934 ก่อนที่จะระเบิดทิ้งเสียเองในปี 1942 เพื่อไม่ให้ญี่ปุ่นใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีเจดีย์สำคัญอีกหลายแห่ง เช่น ติไหล่ชิน (Htilaingshin Paya) ที่สร้างตั้งแต่สมัยพุกาม เป็นต้น

ส่วน “อมรปุระ” แม้ตัวพระราชวังเดิมและกำแพงเมืองจะถูกรื้อถอนไปใช้ประโยชน์ในสมัยอื่นเสียแล้ว แต่ก็ยังอบอวลด้วยบรรยากาศเมืองเก่า มีสะพานอูเบ่ง (U Bein) ทำด้วยไม้สักเก่าแก่อายุ 200 กว่าปีทอดยาว 1.2 กิโลเมตรเหนือทะเลสาบต่าวตะหมั่น (Taungthaman) เป็นสัญลักษณ์และวัดขนาดใหญ่จำนวนมาก ชาวบ้านยึดอาชีพทอผ้าเป็นหลักจนเป็นผลิตภัณฑ์ประจำเมือง

สำหรับ “มัณฑะเล” สร้างโดยพระเจ้ามินดงเมื่อปี 1857 แม้ขณะนั้นพม่ายังเต็มไปด้วยคติและวิถีชีวิตดั้งเดิม แต่ นักล่าอาณานิคมจากตะวันตกเริ่มคืบคลานเข้ามามีบทบาทในประเทศมากขึ้นทุกที

กระทั่งมาถึงยุคพระเจ้าตีป่อ (หรือ สีป่อ) ครองบัลลังก์แทนพระเจ้ามินดง  สถานการณ์ของพม่าอาจคล้ายคลึงกับไทยที่ถูกกดดันจากฝรั่งเศสและอังกฤษที่ต่างหาเหตุเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ แต่ที่แตกต่างคือพระเจ้าตีป่อหันไปฝักใฝ่ฝรั่งเศสทำให้อังกฤษเสียสิทธิการค้า จนอ้างเหตุยกกองทัพมาตีพม่าจนเสียเอกราชนับตั้งแต่วันขึ้นปีใหม่ของปี 1886 และพระเจ้าตีป่อกลายเป็น “กษัตริย์องค์สุดท้าย” ของพม่า  โดยถูกเนรเทศไปอยู่อินเดียนาน 30 ปีตราบจนสิ้นพระชนม์

โชคดีที่อังกฤษเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรม ยินดีบูรณะสืบสานพระราชวังมัณฑะเล แม้จะเป็นไปไม่ได้ที่คนรุ่นหลังจะได้ชื่นชมพระราชวังที่ทำด้วยไม้สักทั้งหมดเช่นในอดีต แต่ก็ยังเติมเต็มร่องรอยอารยธรรม โดยแผนผังของเมืองถอดแบบ “อมรปุระ” ด้วยลักษณะสี่เหลี่ยมจัตุรัส กำแพงเมืองยาวเกือบ 2 กิโลเมตรล้อมรอบด้วยคูน้ำ ซึ่งมาจากความเชื่อเรื่อง “แผนภูมิจักรวาล” แบบพราหมณ์

บริเวณใกล้พระราชวัง มีภูเขามัณฑะเล (Mandalay Hill) ตระหง่านงาม นอกจากนี้ยังวัดมหามุนี (Mahamuni Paya) ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่าวัดระไค ตามชื่อเมืองเดิม “ระไค” (Rakhaing ไทยเรียกว่า “ยะไข่”) ที่พระมหามุนีเคยประดิษฐาน ก่อนถูกหั่นออกเป็นสามท่อนเพื่อเคลื่อนย้ายมาที่นี่

หนึ่งในพระพุทธรูปที่สำคัญที่สุดในพม่าอายุกว่าพันปีองค์นี้หล่อด้วยสำริด มีความสูงประมาณ 4 เมตร กระทั่งถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่พม่าจะเสียเมือง 1 ปี จนเชื่อกันว่าเป็น “ลางบอกเหตุ”  เผาวัดเสียวอดวาย และทำให้พื้นผิวขององค์พระมหามุนีขรุขระ อย่างที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพบรรยายไว้ในพระนิพนธ์ “เที่ยวเมืองพม่า” ว่าเหมือน “หนังไก่ย่น”

ทว่าผู้คนยิ่งเลื่อมใสศรัทธาพากันปิดทองซ้ำทับไปทับมาบนองค์พระจนมีความหนาเพิ่มขึ้น 15 เซนติเมตร จะเว้นก็แต่ฤดูฝนที่ปิดทองไม่ได้ เพราะทรงจีวร  อย่างไรก็ตาม จะเป็นฤดูไหนผู้หญิงก็หมดสิทธิ์เข้าไปปิดทองโดยเด็ดขาด ต้องไหว้วานผู้ชายช่วยจัดการให้  แต่ที่ทุกเพศวัยต่างมีโอกาสเหมือนกันคือตื่นแต่เช้ามืดเพื่อเข้าร่วมพิธีชำระพระพักตร์ของพระมหามุนีในช่วงตี 4

ตามด้วยอาหารเช้าขึ้นชื่อของมัณฑะเล เป็นขนมจีนไก่กระทิน้ำพริกเผา โรยหมี่กรอบ บีบมะนาว ใส่หอมแดงหั่นเป็นแว่น ละม้ายคล้ายคลึงกับ “ข้าวซอย”  ซึ่งชาวมัณฑะเลนิยมไปนั่งกินกันที่ร้าน Shwe Pyi Moe Cafe ข้างพระราชวัง

ในวัดมหามุนียังมีรูปหล่อสำริดศิลปะเขมร คือ พระอิศวร สิงห์และช้างเอราวัณ ที่ดั้งเดิมเป็นสมบัติเขมร ก่อนตกเป็นของไทยอยู่ 146 ปีหลังจากที่ยกทัพไปตีเมืองพระนคร จากนั้นก็ผลัดมือมาเป็นของพม่าเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาจวบจนปัจจุบัน

นอกจากราชธานีโบราณเหล่านี้แล้ว ทางตอนบนของ “มัณฑะเล” ประมาณ 10 กิโลเมตรยังมีเมือง “มิงกุน”(Mingun) ที่โดดเด่นด้วยระฆังใหญ่ที่สุดในโลกมีน้ำหนักเกือบ 90 ตัน และซากเจดีย์มิงกุนที่สร้างเมื่อ 1797 แต่ก็ไม่อาจสำเร็จลุล่วงเนื่องจากเป็นโครงการก่อสร้างที่มโหฬารเกินกำลัง กระหน่ำซ้ำด้วยแผ่นดินไหว ทำให้ยอดถล่มลงมาเหลือแต่ช่วงฐานสูงประมาณ 50 เมตรและปรากฏรอยแยกผ่ากลางอย่างชัดเจน

การได้มาเยือน “มัณฑะเลย์” และเมืองเก่าแก่รายล้อมเหล่านี้จึงถือเป็นประสบการณ์อิ่มเอมใจไม่ยิ่งหย่อนกว่าไป “พุกาม” ด้วยคุณค่าที่ถักประสานกิ่งก้านอารยธรรมของพม่าตอนบนไว้อย่างงดงามแน่นหนา


(e-MoF Magazine ปีที่ 5 ฉบับที่ 52 เรื่องและภาพโดย วันพยา ณ ลำพูน)


Advertisements

ให้ความเห็น »

ยังไม่มีความเห็น

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

%d bloggers like this: