Travel the World – ดื่มศิลปะ เคล้าวัฒนธรรม แกล้มประวัติศาสตร์

11/02/2010

ไร้เสิ่นหยาง แมนจูอาจมิครองแดนมังกร

พระราชวังมุกเด็น เสิ่นหยาง

หากถามชาว “แมนจู” ในประเทศจีนว่าเมืองไหนมีความสำคัญต่อพวกเขาอย่างยิ่ง ….อย่าแปลกใจถ้าได้ยินชื่อที่ไม่คุ้นหู อย่าง “เสิ่นหยาง” แทนที่จะเป็น “ปักกิ่ง” 

 เพราะเมื่อต้นศตวรรษที่ 16  กองทัพของชนเผ่าที่ศีรษะครึ่งหน้าโล้นครึ่งหลังถักเปียยาวภายใต้การนำของนูรฮาชี (Nurhaci) หรือ นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ เหล่านี้ได้รุกคืบลงมาถึงมณฑลเหลียวหนิง โดยมีเมือง “เสิ่นหยาง” (Shenyang) เป็นศูนย์กลาง พยายามทุกวิถีทางเพื่อพิชิตกรุง “ปักกิ่ง” (ปัจจุบันเรียกว่า “เป่ยจิง”) เมืองหลวงภายใต้ราชวงศ์หมิง

 ก่อนหน้านั้น ยังไม่มีคำว่า “แมนจู” มีแต่ชนชาติ ”จูเฉิน” (Jurchen) เรียกแบบจีนว่า “นวี่เจิน” เคยถูกเหยียดหยามจากชาวฮั่นว่าเป็นพวกถ่อยเถื่อนและอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรจีนมาก่อน 

 “นวี่เจิน” แตกย่อยกันเป็นหลายเผ่า ดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่กว้างใหญ่ลุ่มบริเวณตอนกลางและตอนต้นของแม่น้ำเฮยหลงเจียงและลุ่มแม่น้ำอูซูหลี่เจียง จนกระทั่งนู่เอ๋อร์ฮาชื่อ ผู้ปรีชาสามารถรวบรวมชนเผ่าได้เป็นกลุ่มก้อนแล้วสถาปนาราชวงศ์จินขึ้นราวปี ค.ศ 1583 อยู่ในช่วงปลายของราชวงศ์หมิงที่อำนาจทางการเมืองกำลังระส่ำระสาย  โดย “จิน” แปลว่า “ทอง” เป็นความหมายเดียวกับคำแมนจูว่า “อ้ายซิน” ในชื่อตระกูล (แซ่) “อ้ายซินเจียหลอ” (Aisin-Gioro) ของนู่เอ๋อร์ฮาชื่อนั่นเอง 

 ฐานที่มั่นเดิมของราชวงศ์จินอยู่ที่เฮอตัวลา (Hetuala) ในมณฑลเหลียวหนิง ต่อมาตั้ง “เสิ่นหยาง” เป็นราชธานีภายใต้ชื่อภาษาแมนจูว่า “มุกเด็น” (Mukden) พร้อมกับสร้างพระราชวังมุกเด็นขึ้นช่วงประมาณปีค.ศ. 1625 

 การขนานนามราชวงศ์จินเป็น “ชิง” และเปลี่ยนชื่อชนชาติจาก ”นวี่เจิน” (Jurchen) เป็น ”แมนจู”เกิดขึ้นปี 1635 โดยหวงไท่จี๋ (Huangtaiji) บุตรชายของนู่เอ๋อร์ฮาชื่อ  ทรงขึ้นครองราชย์ในปีถัดมา (ค.ศ.1636) แต่ก็ยังเป็นเพียงกษัตริย์แห่งราชวงค์ชิง หาใช่เจ้าเหนือแผ่นดินจีนโดยสมบูรณ์ เว้นแต่จะโค่นบัลลังก์ของราชวงศ์หมิงลงได้ 

 ชาวแมนจูต้องใช้เวลาอีกนานหลายปีกว่าจะตีเมือง “ปักกิ่ง” แตกพ่ายลงได้  แม้หวงไท่จี๋จะสิ้นพระชนม์ไปก่อนจะเห็นความสำเร็จตามความมุ่งมั่นของบรรพชนเพียงปีเดียวเท่านั้น ภารกิจของแมนจูยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่ลดละ ดอร์กอน (Dorgon) ทายาทอีกคนหนึ่งของนู่เอ๋อร์ฮาชื่อในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้ฟูหลิน(ซุ่นจื้อ) ที่ยังทรงเยาว์วัยเพียง 5 ชันษา นำทัพบุกด่านซานไห่กวน (Shanhaiguan) จุดยุทธศาสตร์สำคัญด้วยเป็นด่านแรกของกำแพงเมืองจีน ในเขตมณฑลเหอเป่ย (Hebei) โดยมีแม่ทัพอู๋ซานกุ้ยของหมิงแปรพักตร์มาเป็นไส้ศึกช่วยอีกแรง ทำให้แมนจูกำชัยเหนือราชวงศ์หมิงในปีค.ศ.1644  

 เมื่อได้เมือง “ปักกิ่ง” แล้ว “มุกเด็น” ก็ถูกลดทอนความสำคัญเป็น “เมืองรอง” ส่วนพระราชวังมุกเด็นถูกใช้สำหรับ “แปรพระราชฐาน” แทน แม้ว่าฮ่องเต้ซุ่นจื้อซึ่งถือเป็นกษัตริย์แมนจูองค์แรกที่ปกครองจีนอย่างเป็นทางการประสูติและได้รับการสถาปนาขึ้นครองราชย์แทนพระปิตุลาที่พระราชวังแห่งนี้ก็ตาม

รายละเอียดภายในของพระราชวังมุกเด็น

 ลักษณะโครงสร้างแผนผังอาคารของพระราชวังมุกเด็นมีความคล้ายคลึงกับพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่าประมาณ 12 เท่าภายใต้พื้นที่กระทัดรัดประมาณ 60,000 ตารางเมตร ทว่าที่แตกต่างอย่างยิ่งคือกลุ่มอาคารด้านตะวันตกซึ่งมี “หอต้าเจิ้ง” (Dazheng Hall) ทรงแปดเหลี่ยม (Octagon) โดดเด่นสะดุดตา นัยว่าถอดสัญลักษณ์ของกระโจมพักอาศัยในท้องทุ่งแบบดั้งเดิมของชาวแมนจู สมัยที่ยังเป็นชนเผ่าร่อนเร่ ยังชีพด้วยการเพาะปลูก ล่าสัตว์ไปตามที่ต่าง ๆ  

 หอแปดเหลี่ยมแห่งนี้ถือเป็นท้องพระโรง ภายในมีบัลลังก์มังกรลวดลายวิจิตรตั้งตระหง่าน บริเวณภายนอกรายล้อมด้วยซุ้ม 10 อ๋อง (“Ten Kings” Pavilions) อีกจำนวน 10 หลัง รวมกันเป็นศูนย์กลางในการบริหาร “แปดกองธง” โดยแต่ละซุ้มจะเป็นที่ทำการของขุนนางชั้นสูง ดังนั้น อาคารกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญและเก่าแก่ที่สุดในพระราชวังมุกเด็น เนื่องจากสร้างตั้งแต่สมัยนู่เอ๋อร์ฮาชื่อ (1559 – 1626) ในปีค.ศ. 1625 ก่อนสร้างตำหนักเพิ่มเติมในรุ่นลูกคือหวงไท่จี๋  (1592 –1643) ในปี 1631 ฮ่องเต้ซุ่นจื้อผู้เป็นหลานได้ใช้ครองบัลลังก์เป็นเจ้าเหนือแผ่นดินจีนอย่างเป็นทางการในปี 1644 จนกระทั่งมีการต่อเติมหออื่น ๆ เป็นครั้งสุดท้าย เช่น หอแสดงอุปรากรจีน (งิ้วปักกิ่ง) ตำหนักเหวินซู่ ในปี 1780 เมื่อเข้าสู่ยุคเหลน – ฮ่องเต้เฉียนหลง (1711-1799) ซึ่งถือว่าเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของราชวงศ์ชิง

นู่เอ๋อร์ฮาชื่อและหวงไท่จี๋

 ระบบ “แปดกองธง” ถือเป็นหัวใจแห่งชัยชนะของชาวแมนจู ตามที่หนังสือ “The Manchu Way: The Eight Banners and Ethnic Identity in Late Imperial China” ของ Mark C. Elliott โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดอธิบายไว้ว่าเป็นระบบที่ผสมหน้าที่ทางการทหาร สังคม เศรษฐกิจและการเมืองเข้าด้วยกัน และเชื่อว่านู่เอ๋อฮาร์ชื่อจัด ระบบ “แปดกองธง” ไว้ตั้งแต่ปี 1601 

 แรกเริ่มแต่เดิมมีเพียงแค่ “สี่กอง” เท่านั้นคือเหลือง แดง น้ำเงิน และขาว โดยมีทหารประจำประมาณ 7,500 คนต่อกอง จากนั้นนู่เอ๋อร์ฮาร์ชื่อสร้างเพิ่มอีก 4 กอง  คือ ขอบเหลือง แดง น้ำเงิน และขาว จัดสี่กองแรกให้อยู่ปีกซ้าย และสี่กองหลังประจำปีกขวา แต่ละกองประกอบด้วย 3 หน่วย หน่วยเล็กที่สุดเรียกว่านิรู (Niru) ประกอบด้วยกำลัง 300 นาย ถัดมาเป็นจาลาน (Jalan) ซึ่งบรรจุนิรู 5 หน่วย และฉี (Gusa) หรือหนึ่งกองธง ซึ่งรวมจาลาน 5 หน่วย กลายเป็นระบบกองทัพที่แข็งแกร่ง

 นอกจากเป็นพื้นฐานสำคัญทางการทหารแล้ว ระบบ “แปดกองธง” ยังช่วยจัดระเบียบทางสังคมอีกด้วย เพราะสมาชิกจะมีสถานภาพเท่าเทียมภายใต้ระดับกองเดียวกันแม้ว่าเชื้อชาติแตกต่างกัน  อันประกอบด้วยตัวแทนที่ถูกคัดสรรแล้วเป็นอย่างดี 

 หลังจากที่กองทัพแมนจูข้ามแม่น้ำเฮยหลงเจียงได้ในปี 1617 มองโกลก็ยอมจำนนในเวลาต่อมา มีการจัดตั้ง “แปดกองธง” มองโกล ทำให้ในยุคของหวงไท่จี๋มีทั้ง “แปดกองธง” แมนจู และ “แปดกองธง” มองโกล ส่งผลให้เกิดการยอมรับความสามารถของคนต่างเผ่า เมื่อรุกคืบต่อมายังดินแดนภาคกลาง ขยายเครือข่ายมาเป็น “แปดกองธง” ชาวฮั่น รวบรวมกองกำลังได้หลายแสนราย แสดงแสนยานุภาพจนโค่นล้มราชวงค์หมิงลงได้ในที่สุด    

 อย่างไรก็ตาม ว่ากันว่าผลจากรบพุ่งฆ่าฟันกันในศึกสงครามอันยาวนาน ทำให้ประชากรจีนโดยเฉลี่ยลดลงจาก 51.66 ล้านคนในปี 1620 เหลือเพียง 10.63 ล้านคนในปี 1651!!! (ที่มา: http://www.imperialchina.org)

 แม้สุดท้ายอาณาจักรชิงที่ยิ่งใหญ่ (ต้าชิง) จะล่มสลายลงในปี  1912 จารึกตำนานเป็นราชวงศ์สุดท้ายของประเทศจีน – – แต่ “แปดกองธง” ก็ยังทิ้งมรดกเอาไว้ เป็นที่แพร่หลายจนถึงทุกวันนี้ 

 

ชุดเครื่องแบบของทหารแปดกองธง

ที่มาของชุดกี่เพ้า

 เครื่องแต่งกายแห่ง “แปดกองธง” (“ฉีผาว”) คือที่มาของคำว่า “กี่เพ้า” (ในภาษาแต้จิ๋วตามที่เราคุ้นชิน ถ้าจีนกลางเรียก “ฉีผาว” โดย “ฉี” แปลว่า ธง  และ “ผาว” คือเสื้อคลุม)  แต่ที่น่าแปลกก็คือปัจจุบันนิยมใช้เรียกเครื่องแต่งกายของสตรี ซึ่งว่ากันว่าเกิดจากการนำไปเป็นแฟชั่นเสื้อผ้ายอดนิยมแก่สตรีชั้นสูงในเซี่ยงไฮ้ช่วงทศวรรษที่ 20 จนกลบรัศมีชุดคลุมแบบชาย

 ส่วนพระราชวังมุกเด็น หรือพระราชวังเสิ่นหยาง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เมื่อปีค.ศ. 2004 ในฐานะที่เป็นพระราชวังเล็ก ๆ อันเปี่ยมล้นไปด้วยประวัติศาสตร์สุดยิ่งใหญ่

(e-MoF Magazine ปีที่ 5 ฉบับที่ 56)

Advertisements

ให้ความเห็น »

ยังไม่มีความเห็น

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

%d bloggers like this: