Travel the World – ดื่มศิลปะ เคล้าวัฒนธรรม แกล้มประวัติศาสตร์

01/06/2010

ปักกิ่งนครแห่งความหลัง (แต่เป่ยจิง-ไม่ใช่)

คนที่ได้ไปเยือน “ปักกิ่ง” (Peking) หรือเป่ยจิง (Beijing) ในปัจจุบันแทบจะนึกภาพไม่ออกว่าเมืองที่กำลังยืนอยู่นี้เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าพันปี เพราะ “ปักกิ่ง” ในวันนี้เปลี่ยนโฉมหน้าไปเป็นเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าทันสมัยรวมทั้งอาคารรูปทรงแปลกตามากมาย พร้อมกับติดอันดับหนึ่งในสิบของเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก จากความพยายามขจัดความยากจนและปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยมาหลายทศวรรษของรัฐบาลจีน

ความทันสมัยและดีไซน์แปลกปลอมราวกับหลุดมาจากต่างดาวทำให้เมืองหลวงแห่งแดนเหนือแห่งนี้ขาดมนต์ขลังทางวัฒนธรรม จนผู้มาเยือนหลายคนรวมทั้งผู้เขียนอดรู้สึกโหยหา “ปักกิ่ง” ภายใต้บรรยากาศนครแห่งความหลังไม่ได้ 

การเรียกขาน “ปักกิ่ง” อย่างแพร่หลายในอดีต เป็นผลมาจากการที่นักเผยแพร่ศาสนาคริสต์ชาวฝรั่งเศสพากันขึ้นบกครั้งแรกที่เมืองฝู่เจี้ยน (Fujian) จดจำสำเนียงชาวใต้ออกเสียง “เป่ยจิง” เป็น “ปักกิ่ง” นำมาสู่การออกเสียงและสะกดอย่างผิดเพี้ยนซึ่งปรากฏในแผนที่ของชาวตะวันตกและสื่อต่างประเทศเรื่อยมานับแต่นั้น 

หากการเปลี่ยนแปลงของ “ปักกิ่ง” ถูกแช่แข็งไว้ที่ต้นศตวรรษ20 ก่อนที่จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีนนามว่าผู่อี๋ (ปูยี) ต้องถอดฉลองพระองค์สีเหลืองอร่ามออกจากเงามืดของพระราชวังต้องห้ามในปีค.ศ. 1924 ระหกระเหินผจญภัยทวงบัลลังก์คืนอยู่หลายปี ลงเอยด้วยการเป็นพลเมืองธรรมดาของจีนในยุคท่านประธานเหมา ผู้มาเยือน “ปักกิ่ง” คงได้เห็นรถม้าและรถลากเต็มเมือง บ้างก็จอดรอคอยผู้โดยสารอยู่หน้าโรงงิ้ว ท่ามกลางชาวแมนจูไว้ผมเปียนุ่งเสื้อผ้าชุดยาวเดินขวักไขว่ส่งเสียงดังโหวกเหวกจอแจบนท้องถนนปูด้วยหิน ขัดแย้งกับความอ้างว้างของทิวทุ่งกว้างใหญ่ไพศาลเจือไอฝุ่นคละคลุ้งเพียงแค่ย่างกรายออกนอกกำแพงเมือง

“ปักกิ่ง” เริ่มเป็นศูนย์กลางของแคว้นเยี่ยน และเป็นราชธานีสำรองของแคว้นเหลียว (907 – 1125) ก่อนจะได้รับการเชิดชูเป็นเมืองหลวงของแดนเหนืออย่างเป็นทางการในยุคราชวงศ์หยวน (1279-1368) โดยชนเผ่าที่ใช้ชีวิตอยู่บนที่ราบกว้างใหญ่ทางตอนเหนือที่เราเรียกขานว่ามองโกล แต่ราชวงศ์ที่สร้างคุณอนันต์ให้เมืองมากที่สุดคือหมิง (1368–1644) ก่อนที่ราชวงศ์ชิง (1644-1911 ) จะเข้ามารับอานิสงส์จากความเจริญทางอารยธรรมเหล่านี้ไปเต็ม ๆ

มองโกลปกครองประเทศจีนเกือบร้อยปี แม้จะมุ่งรบพุ่งขยายดินแดนเป็นส่วนใหญ่ แต่กุบไลข่านก็พอมีเวลาสร้างพระราชวังไว้แปรพระราชฐานที่เกาะฉงต่าวในอุทยานเป่ยไห่ น่าเสียดายที่ไม่หลงเหลือเป็นหลักฐานเสียแล้ว จะมีก็แต่ศาสนสถานและโบราณวัตถุเป็นส่วนใหญ่ เช่น วัดขงเมี่ยว(ขงจื๊อ) แต่พระพุทธรูปต่าง ๆ

เมื่อผลัดแผ่นดินมาสู่ราชวงศ์หมิง บ้านเมืองสงบสุขเพียงพอจะบำรุงวัฒนธรรม พบว่าโบราณสถานอลังการในยุคราชวงศ์หมิงเกิดขึ้นในยุคจักรพรรดิหยงเล่อ (พระองค์เดียวกับที่ส่งขันทีมุสลิมนามเจิ้งเหอ – ไทยเรียก “ซำปอกง” – นำขบวนเรือเดินสมุทรออกไปสำรวจโลกนั่นเอง) เช่น พระราชวังต้องห้าม (กู้กง หรือ Forbidden City) ใช้เวลาสร้างนานถึง 17 ปีก่อนจะแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1420 ออกมาเป็นอาณาจักรที่มีกำแพงสองชั้น ทางเดินทอดยาวหลายกิโลเมตร ห้องหับน้อยใหญ่กว่า 8 พันห้อง 

หอบูชาสวรรค์ (เทียนถาน หรือ Temple of Heaven) ก่อสร้างระหว่างปี 1406 – 1420 ในยุคจักรพรรดิหย่งเล่อเช่นกัน ทรวดทรงสถาปัตยกรรมของตำหนักฉีเหนียนเตี้ยนเหมือนมาลา (หมวก) ฮ่องเต้ ซึ่งสีฟ้าและลอนคลื่นหลังคาเปรียบเป็นสัญลักษณ์ของสวรรค์ ค้ำยันด้วยเสาจำนวน 28 ต้นสลักเสลาลวดลายวิจิตร 4 ต้นใหญ่สะท้อนฤดูกาล อีก 24 ต้นเล็กเป็นตัวแทนของเดือนทั้งหมดในหนึ่งปีและ 12 ชั่วยามในหนึ่งวัน

หอกลอง (กู่โหล) และหอระฆัง (จงโหลว) ประจำเมืองไม่ได้มีแค่บอกโมงยามของกลางคืนและกลางวันเท่านั้น หากแต่สะท้อนวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชาว “ปักกิ่ง” ในยุคนั้น เมื่อเสียงกลองสะท้อนดังขึ้นมาจากหอน้อยก่อนแรกแสงอรุณ เหล่าทหารต้องรีบเร่งเปลี่ยนเวรยาม ได้เวลาขุนนางลุกจากเตียงเตรียมตัวไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในพระราชวังต้องห้าม บางวันต้องยกขบวนตามเสด็จเดินเท้ามา 3 กิโลเมตรเพื่อทำพิธีกราบไหว้เทพยดาบนลานหินอ่อนหยวนซิวถานที่หอบูชาสวรรค์ เพื่อพืชพรรณธรรยาหารอุดมสมบูรณ์ในฤดูเก็บเกี่ยว

“ปักกิ่ง” มีประตูเมือง 20 แห่ง แต่ที่มีบทบาทสำคัญเรื่อยมาคือเทียนอันเหมิน กับเฉียนเหมิน ก่อนจักรพรรดิจะเสด็จไปประกอบพระราชกรณียกิจยิ่งใหญ่สำคัญต้องทรงทำพิธีเซ่นไหว้ฟ้าดินที่เทียนอันเหมินก่อน ส่วนเฉียนเหมินถือเป็นประตูสู่การคมนาคมเชื่อมต่อกับโลกภายนอก ซึ่งภายหลังเป็นที่ตั้งของสาธารณูปโภคมากมาย เช่น สถานีรถไฟ และเป็นศูนย์รวมของร้านรวงที่มีชื่อเสียง

อภิมหาสิ่งก่อสร้างอีกหนึ่งอย่างใน “ปักกิ่ง” ที่ต้องยกย่องให้เป็นผลงานของราชวงศ์หมิงคือกำแพงเมืองจีน เพราะอุตส่าห์สร้างต่อจนสำเร็จให้เห็นเป็นกำแพงยาวมหึมาหลายพันลี้อย่างทุกวันนี้ หลังจากจักรพรรคฉินสื่อหวง (จิ๋นซีฮ่องเต้) ผู้ริเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล 

ด้านตะวันตกเฉียงเหนือห่างจาก “ปักกิ่ง” ราว 50 กิโลเมตร มีสุสานจักพรรดิราชวงศ์หมิง (หมิงเจ้าซื่อซานหลิง หรือ Thirteen Tombs of the Ming Dynasty) ซึ่งบรรจุฮ่องเต้มากถึง 13 รัชกาล โดดเด่นด้วยซุ้มประตูหินอ่อนและรูปปั้นสิงสาราสัตว์ต่าง ๆ เช่น สิงโต อูฐ กิเลน ช้าง เรียงรายตามทางที่เรียกว่าทางเดินของเทพ นอกจากนี้ยังปรากฏรูปปั้นมนุษย์เป็นถึงข้าราชบริพารตำแหน่งใหญ่โต ตรงตามความเชื่อว่าจะช่วยพิทักษ์สุสานของฮ่องเต้ และด้วยความที่เป็นกลุ่มสุสานจำนวนมากที่สุดพร้อมคงสภาพสมบูรณ์ที่สุดในประเทศจีน ทำให้รัศมีสุสานราชวงศ์หมิงเปล่งประกายบดบังสุสานราชวงศ์ชิง (ชิงตงหลิง หรือ Eastern Qing Tombs)ที่อยู่ห่างไกลเมืองประมาณ 125 กิโลเมตรไปไม่น้อย ด้วยสุสานราชวงศ์ชิงแห่งนี้ฝังจักรพรรดิแมนจูไว้เพียง 5 องค์ (ซุ่นจื้อ คังซี เฉียนหลง เสียนฟง ถงจื้อ) พร้อมกับพระมเหสีซึ่งรวมพระนางซูสีไทเฮาอยู่ด้วย

ถึงจะมีโบราณสถานสืบทอดมาจากราชวงศ์หมิงมากมาย สถาปัตยกรรมเอกที่สร้างในราชวงศ์ชิงของชาวแมนจูก็มีไม่น้อย พร้อมกับดำเนินการทำนุบำรุงโบราณสถานสำคัญมากมาย

อาทิ หลูกัวเฉียว หรือสะพานหินที่มาร์โคโปโลเคยพรรณาไว้ในบันทึกการเดินทางของเขาเมื่อศตวรรษที่ 13 (ตรงกับราชวงศ์หยวน) ว่า “สะพานหินข้ามแม่น้ำนี้ช่างงดงามวิจิตรยิ่งนัก ยากจะหาที่อื่นใดในโลกทัดเทียมได้” (“Over this river there is a very fine stone bridge, so fine indeed, that it has very few equals in the world.”) การเดินชมแนวสิงโตในอริยาบถแตกต่างกันเกือบ 500 ตัวเรียงรายทอดข้ามแม่น้ำหย่งติ้งเป็นประสบการณ์รื่นรมย์ยากจะลืมเลือน โดยจักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ชิงมีส่วนสำคัญในการบูรณะซ่อมแซมสะพานแห่งนี้ ในปี 1693 ให้เป็นสมบัติคู่บ้านคู่เมืองตลอดไปนับตั้งแต่สร้างขึ้นระหว่างปี 1189 – 1192  แต่จะมีใครในยุคนั้นคาดคิดว่ากาลภายหน้าในปี 1937 มันจะเป็นสะพานทอดให้กองทัพของจักรวรรดิญี่ปุ่นตีคณะปฏิวัติแห่งชาติจีน (ก๊กมินตั๋ง) แตกพ่ายและสามารถยึดปักกิ่งได้อย่างราบคาบ 

ผลงานขนานแท้ระดับตำนานของราชวงศ์ชิงย่อมหนีไม่พ้นพระราชวังฤดูร้อน มีถึง 2 ยุคด้วยกัน คือ “หยวนหมิงหยวน” สร้างในยุคเฉียนหลงฮ่องเต้ กับ “อี้เหอหยวน” สมัยฉือซื่อไท่โฮ่ว (ซูสีไทเฮา) พวกฝรั่งขี้เกียจจำก็เลยเรียกง่าย ๆ ว่าพระราชวังฤดูร้อนเก่ากับใหม่ แต่ในแง่วัฒนธรรมกลับตาละปัตรชวนประหลาดใจ เพราะพระราชวังฤดูร้อนเก่าสะท้อนให้เห็นอิทธิพลต่างชาติ แต่ของใหม่กลับเหนียวแน่นในเส้นทางอนุรักษ์นิยม

นักท่องเที่ยวที่นิยมถ่ายภาพงดงาม อาจรู้สึกว่าพระราชวังฤดูร้อนเก่า (หยวนหมิงหยวน) งดงามเท่าพระราชวังฤดูร้อนใหม่ (อี้เหอหยวน) ที่ซูสีไทเฮานำงบประมาณมหาศาลของกองทัพมาสร้างไม่ได้ เพราะเต็มไปด้วยซากสลักหักพัง แต่สำหรับแฟนพันธุ์แท้ด้านประวัติศาสตร์ย่อมเข้าใจว่านั่นเป็นหลักฐานการเผาทำลาย “หยวนหมิงหยวน” ของกองกำลังอังกฤษและฝรั่งเศสในวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 1860 ช่วงสงครามฝิ่นครั้งที่สอง ตรงกับรัชสมัยของเสียนฟงฮ่องเต้ (ซูสีไทเฮาเป็นมเหสีรอง) พร้อมกับปล้มสดมภ์สมบัติของชนชาติจีนเยี่ยงโจร ไม่ว่าจะเป็นเครื่องลายคราม ภาพวาด โบราณวัตถุเก่าแก่สมัยฉินและฮั่น รวมทั้งรูปปั้นหัวนักษัตรสำริดประดับนาฬิกาน้ำพุ (ล่าสุดเมื่อปีที่แล้วปรากฏข่าวการนำหัวกระต่ายและหนูออกมาประมูลขายอย่างไม่ละอายแก่ใจกลางกรุงปารีส) ดังนั้น หากมีใครอยากเห็นสมบัติล้ำค่าจากอุทยานหลวงของจีนเหล่านี้ ต้องเดินทางไปชมในพิพิธภัณฑ์ของอังกฤษและฝรั่งเศส ไม่ก็ต้องร้องขอให้ท่านมหาเศรษฐีนำ “คอลเลคชั่นส่วนตัว” ออกมาโชว์

การเผาทำลายครั้งนั้นยังพอมีอาคารที่ตั้งในบริเวณห่างไกลรอดพ้นเปลวไฟไปได้บ้าง แต่ “หยวนหมิงหยวน” ก็ถูกมรสุมเพลิงกระหน่ำซ้ำรอบสองจนพังพินาศราบคาบในปี 1900 โดยกองกำลังพันธมิตร 8 ชาติ (อิตาลี สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ออสเตรีย-ฮังการี ญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษและรัสเซีย) ตอบโต้ที่ราชสำนักจีนหนุนหลังกบฏนักมวยเข่นฆ่าชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบาทหลวงและคนจีนที่นับถือศาสนาคริสต์

หาก “หยวนหมิงหยวน” ไม่โดนเผา เราคงตื่นตาตื่นใจไปกับ “แวร์ซายน้อย” ออกแบบโดยบาทหลวงนิกายเยซูอิตชาวอิตาเลี่ยน รื่นรมย์ในสวนหลวงงดงามโอฬารรุ่มรวยไปด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมยุโรป และอาจไม่ได้เห็น “อี้เหอหยวน” ของพระนางซูสีไทเฮา ก็เป็นได้

“หยวนหมิงหยวน” หมายถึงอุทยานแห่งสวน ประกอบไปด้วย 3 อุทยานแยกย่อย คือ หยวนหมิงหยวน ฉีชุนหยวน ฉางชุนหยวน มีอาณาบริเวณรวมกันใหญ่กว่าพระราชวังต้องห้ามถึง 5 เท่า การก่อสร้างอุทยานเริ่มจากในสมัยจักรพรรดิหย่งเจิ้ง ซึ่งทรงได้รับพระราชทานพื้นที่จากพระปิตุลา (จักรพรรดิคังซี) มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นองค์ชายสี่ ส่วนพระราชวังทำด้วยหินวิจิตรพิสดารสไตล์ตะวันตกในหยวนหมิงหยวนเกิดขึ้นในรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง ด้านหน้าโดดเด่นด้วยนาฬิกาน้ำ 12 นักษัตรที่มีลำตัวเป็นคนเป็นสัญลักษณ์แทน 12 ช่วงเวลาในหนึ่งวัน (1 ชั่วยามของจีนคือ 2 ชั่วโมง) แต่ละหัวมีเวลาพ่นน้ำเป็นของตัวเองและจะพ่นน้ำออกมาพร้อมเพรียงกันในเวลาเที่ยงตรง 

ไม่ใกล้ไม่ไกลเพียง 8 กิโลเมตรทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือจะได้เห็น “อี้เหอหยวน” ในพื้นที่ประมาณ 3 ตารางกิโลเมตร ซึ่งพระนางซูสีไทเฮาทรงบูรณะต่อเติมมาจากอุทยานเดิมของราชวงศ์จินและตำหนักบนเนินเขาของจักรพรรดิเฉียนหลง เริ่มตั้งแต่ปี 1888 จนได้ตำหนักใหม่ที่ภายในมีระเบียงยาวกว่า 700 เมตร มีสะพาน 17 โค้งทอดยาวคู่เคียงเรือหินอ่อนสีขาวนวลลอยอยู่บนทะเลสาบคุนหมิงที่เลียนแบบภูมิทัศฯน์ของเมืองหยางโจว เป็นที่รู้กันว่าพระนางซูสีไทเฮาทรงโปรดปรานการล่องเรือชมทิวทัศน์เวิ้งน้ำกว้างใหญ่ท่ามกลางดอกบัวบานอย่างยิ่ง

ผลจากการพ่ายแพ้สงครามฝิ่นครั้งที่สอง (1856-60) ของจีน ทำให้เกิดเขตการค้าต่างชาติ  (Legation Quarter) ขึ้นทางด้านตะวันออกของจตุรัสเทียนอันเหมินในปักกิ่งตั้งแต่ปี 1861 โรงแรมชั้นเลิศเก่าแก่แห่งหนึ่งชื่อว่า “โรงแรมปักกิ่ง” (Peking Hotel) ก็อยู่ในเขตพื้นที่ดังกล่าว จากเดิมเป็นเพียงภัตตาคารของชาวฝรั่งเศสขยับขยายมาเป็นโรงแรมโดยเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 1900 ท่ามกลางความวุ่นวายของกบฏนักมวย ต่อมา “โรงแรมปักกิ่ง” ก็เปลี่ยนมือมาเป็นของนายรอซโซ่ (Rosso) นักธุรกิจอิตาเลียนในปี 1903 ขณะนั้นมีเพียง 20 ห้องเท่านั้น ปรากฏว่าธุรกิจสะพรั่งจนต้องซื้อที่บริเวณถนนหวังฝูจิ่งเพิ่ม แต่สุดท้ายก็ขายธุรกิจให้ธนาคารเพื่อการอุตสาหกรรมจีน-ฝรั่งเศส (Sino-France Industrial Bank) โฆษณาว่าเป็นโรงแรมหรูแห่งปักกิ่ง “Grand Hôtel de Péking” ในปี 1920 ทว่าปัจจุบันอยู่ในเครือราฟเฟิลส์ (Raffles) ใช้ชื่อว่า Raffles Beijing Hotel

ถึง “ปักกิ่ง” จะเป็นราชธานี รถไฟสายแรกในประเทศจีนกลับไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่เป็นซ่างไห่ (เซี่ยงไฮ้) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าต่างหาก เส้นทางรถไฟสายแรกของจีนคือซ่างไห่-อู๋ซุง ในเดือนกรกฎาคม ปี 1876 สร้างความแตกตื่นหวาดกลัวให้ชาวจีนประหนึ่งเป็นสัตว์ประหลาด จนรัฐบาลจีนต้องซื้อมาทำลายทิ้งในปีถัดมา จากนั้นการพัฒนาทางรถไฟก็ทรง ๆ ทรุด ๆ จนกระทั่งเปิดใช้รถไฟสายที่สองจากถังซาน (เป็นศูนย์กลางของเหมืองถ่านหินในยุคนั้น ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของ “ปักกิ่ง”) ไปซูเก๋อจวงความยาวเพียง 10 กิโลเมตรในอีก 4 ปีให้หลัง ซึ่งตอนแรกก็มีเสียงข้าราชการหัวโบราณคัดค้านหมือนเดิมแต่ไม่ประสบความสำเร็จ จากนั้นเส้นทางรถไฟก็ค่อย ๆ ขยายไปทางตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อประโยชน์ทางการค้าเป็นหลัก

หากจีนไม่แพ้สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งแรก (1 สิงหาคม 1894 – 17 เมษายน 1895) อาจจะไม่ยอมสร้างเส้นทางรถไฟเป็นเรื่องเป็นราวก็ได้ ซึ่งกว่าคน “ปักกิ่ง” จะได้นั่งรถไฟก็ล่วงเลยไปถึงปี 1901 ถึงกระนั้นก็มีชาวจีนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงนิยมใช้อูฐเดินทางไกล ภาพฝูงอูฐนอนพักผ่อนพร้อมกับสัมภาระเต็มกลางท้องถนนจึงกลายเป็นภาพชินตา

แต่เมื่อกลับมาสู่โลกปัจจุบัน ภาพชินตาใน “ปักกิ่ง” ยุคนี้กลับเป็นรถยนต์ขนาดน้อยใหญ่เต็มท้องถนน ผู้คนในเสื้อผ้าทันกระแสโลก เงาความล้ำสมัยพาดผ่านกระจกตึกระฟ้า ตึกรามบ้านช่องโบร่ำโบราณเก่าแก่ซอมซ่อก็ถูกรื้อถอนออกไป บ้างก็กลายเป็นคาเฟ่ของหมู่วัยรุ่นหรือร้านขายของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยว 

แม้แต่จักรยานเก่า ๆ ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของ “ปักกิ่ง” ในยุคคอมมิวนิสต์ของท่านประธานเหมาเจ๋อตุง ก็แทบจะหาได้ยากเต็มที

(e_mof ฉบับเมษายน 2553)

Advertisements

ให้ความเห็น »

ยังไม่มีความเห็น

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

%d bloggers like this: