Travel the World – ดื่มศิลปะ เคล้าวัฒนธรรม แกล้มประวัติศาสตร์

29/06/2010

ฉางชุน….ใบไม้ผลิยาวนาน บัลลังก์แสนสั้น

ฉางชุน (Changchun) อ่อนหวานด้วยความหมาย “ฤดูใบไม้ผลิอันยาวนาน” แข็งแกร่งด้วยอุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนและเคยมีอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับเกรียงไกร แต่สำหรับนักท่องเที่ยว พวกเขามุ่งไปยังฐานที่มั่นสุดท้ายของ “The Last Emperor” – อ้ายซินเจียหรอ ผู่อี๋ (ปูยี) 

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงขอวกกลับมาเขียนเรื่องเมืองจีนอีกครั้ง เพราะประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ชิงไม่ได้สิ้นสุดสมบูรณ์ที่เป่ยจิง (ปักกิ่ง) อุตส่าห์เล่าเรื่องบรรพบุรุษชาวแมนจูเข้ามายึดอำนาจชาวฮั่นตั้งแต่เมืองเสิ่นหยาง (มุกเด็น) ควรร่ายให้ถึงบทอวสาน 

ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 บ้านเมืองของจีนระส่ำระสายโถมด้วยศึกในและศึกนอก ศัตรูต่างแดนตัวฉกาจของจีนหาได้มีแต่ชาวตะวันตกนำโดยอังกฤษและฝรั่งเศสที่เผาพระราชวังฤดูร้อนหยวนหมิงหยวนไปสองครา หากยังมีญี่ปุ่น ประเทศเล็ก ๆ กลางมหาสมุทร ศูนย์รวมชนชาติที่เชื่อมั่นว่าดวงอาทิตย์เป็นผู้ให้กำเนิด

หลังญี่ปุ่นยึดเกาหลีได้จากจีนในปี 1895 ปรับสิทธิการค้าในแดนมังกรจนเท่าเทียมชาติตะวันตก พร้อมกับสนธิสัญญาใหม่ที่ได้เปรียบยิ่งขึ้น ตามด้วยชนะสงครามญี่ปุ่น – รัสเซียอย่างราบคาบในปี 1905 ทำให้ลูกพระอาทิตย์ฮึกเหิมในแสนยานุภาพทางทหารของตนอย่างที่สุด

เมื่อสิ้นฮ่องเต้กวงสูในปีค.ศ.1908  พระนางฉือสี่ไท่โฮ่ว (ซูสีไทเฮา) ทรงแต่งตั้งอ้ายซินเจียหรอ ผู่อี๋หรือปูยี (7 กุมภาพันธ์ 1906 – 17 ตุลาคม 1967) ขึ้นครองราชย์ด้วยพระชนม์พรรษาเพียง 2 ปี 10 เดือน ก่อนพระนางสวรรคตไม่กี่วัน ทว่าศึกชิงอำนาจนอกพระราชวังต้องห้ามยิ่งทวีความชัดเจน หลังจากกลุ่มปฏิวัติทางตอนใต้ยึดอู่ชาง (Wuchang) เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย (Hubei) สำเร็จ  ก่อตั้งรัฐบาลทหารหูเป่ย และประกาศเอกราชสำเร็จ ในปี 1911 ที่เรียกกันว่า “ปฏิวัติซินไฮ่” หรือการล้มล้างราชวงศ์ชิง 

ปี 1911 ถือเป็นเส้นขีดให้ราชวงศ์ชิงสิ้นสุดอย่างเป็นทางการ แต่ไม่ใช่สำหรับจักรพรรดิผู่อี๋ แม้ฝ่ายปฏิวัติ (คือพรรคก๊กมินตั๋งในยุคต่อมา) จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นที่เมืองหนานจิง (Nanjing) เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ ในปีถัดมา  เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นสาธารณรัฐจีน (Republic of China)  พระองค์ก็ยังประทับอยู่ในพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง แม้ถูกบังคับให้สละราชบังลังก์ไปแล้ว

สาธารณรัฐยังคงวายวุ่นไม่ลงตัว กลุ่มปฏิวัติเสียงแตกยอมจับมือกับหยวนซื่อข่าย แม่ทัพใหญ่ผู้ทรยศราชวงศ์ชิง ส่งผลให้ดร. ซุนจงซาน (ซุนยัดเซ็น) ขอลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีเพราะไม่เห็นด้วย หยวนซื่อข่ายรี่เข้าสวมแทนทันที สุมในใจด้วยแผนชั่วมุ่งจะเป็นฮ่องเต้คนต่อไปแทนที่จะปฏิรูปประเทศให้ก้าวหน้าตามแนวทางของดร. ซุนยัดเซ็น อย่างไรก็ตาม หยวนซื่อข่ายได้สวมฉลองพระองค์สมใจไม่ถึง 3 เดือนก็ถูกบีบให้สละทุกตำแหน่ง กลับสู่ระบอบสาธารณรัฐดังเดิม จุดจบของเขาคือช้ำใจตาย

ระหว่างนี้มีช่องว่างเล็ก ๆ ให้มีคนช่วยปฏิวัติในปี 1917 เพื่อฟื้นราชวงศ์ชิง ทว่าเพลี่ยงพ่ายภายในไม่กี่วัน เพราะผู้จงรักภักดีหลืออยู่น้อย อย่างไรก็ตาม จักรพรรดิผู่อี๋ก็ถูกกักกันในวังต่อไปจนเติบใหญ่ ส่วนบ้านเมืองก็ยังไม่สุขสงบ กระทั่งฟงยู่เสียงทำรัฐประหารนำกองกำลังเข้าปิดล้อมพระราชวังต้องห้ามในปี 1924  ถึงเวลาต้องหอบจากลา ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากญี่ปุ่นให้พำนักในเขตสัมปทานในเมืองเทียนจินตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ 1925 

แล้วลูกพระอาทิตย์ก็ออกลาย ญี่ปุ่นยึดดินแดนแมนจูเรียซึ่งเป็นพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนในอีกไม่กี่ปีถัดมา ตั้งเป็นแมนจูกั๋ว (แปลว่า “ประเทศแมนจู”) เมื่อ 1 มีนาคม 1932 โดยมีฉางชุนเป็นศูนย์กลาง สร้างพระราชวังเว่ยหวงกง และอัญเชิญผู่อี๋เป็นจักรพรรดิอย่างเป็นทางการในปีค.ศ. 1934

ถือได้ว่าจักรพรรดิผู่อี๋ร่วมมือกับญี่ปุ่นอย่างลับ ๆ มาตั้งแต่ปี 1925 ฝ่ายแรกอยากยืมมืออีกฝ่ายทวงบัลลังก์คืน ส่วนฝ่ายหลัง “ปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ” อำพรางกลลวงหวังครองแผ่นดิน เริ่มจากแมนจูเรียที่ญี่ปุ่นหมายตามานาน ด้วยภูมิประเทศติดจงอยคาบสมุทรเกาหลี ใกล้ดินแดนอาทิตย์อุทัย 

ญี่ปุ่นรอช่องทางสอดแทรกในความขัดแย้ง กรุยทางสู่เหตุปะทะที่มุกเด็น (หรือเมืองเสิ่นหยางในปัจจุบันซึ่งอยู่ไม่ไกลจากฉางชุน) เริ่มจุดไฟสงครามด้วยการลอบวางระเบิดทางรถไฟที่ตนเช่า ป้ายสีว่าเป็นฝีมือค่ายทหารจีนใกล้ทางรถไฟ การกวาดล้างมุกเด็นครั้งนี้ครอบคลุมระยะเวลา 5 เดือน (18 กันยายน 1931 ถึง 18 กุมภาพันธ์ 1932) ซึ่งในเมืองจีนเรียกว่า “เหตุการณ์ 18 กันยายน” จบลงที่สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ซึ่งญี่ปุ่นชนะศึกยึดครองดินแดนแมนจูเรียได้และสถาปนาเป็นแมนจูกั๋วถวายแก่จักรพรรดิผู่อี๋ (แบบมีข้อแม้) ที่จริงก็เป็นศูนย์กลางอำนาจของแมนจูมาแต่โบราณ 

ธงของแมนจูกั๋วระบายพื้นเหลือง ประทับกรอบแถบ 4 สี – แดง น้ำเงิน ขาว ดำ ด้านบนซ้าย สื่อนัยยะรวมชนชาติที่แตกต่างไม่ว่าจะเป็นแมนจู (เหลือง) ญี่ปุ่น (แดง) ฮั่น (น้ำเงิน) มองโกล (ขาว) เกาหลี (ดำ) มีธงประจำจักรพรรดิเป็นสีเหลืองประทับลายกล้วยไม้สีทอง 

จักรพรรดิผู่อี๋อาจยึดแมนจูกั๋วเป็น “รัฐพลัดถิ่น” แต่สภาพไร้สิทธิเสียงในการบริหารแทบทุกกรณี ไม่ต่างจาก “รัฐหุ่นเชิดของญี่ปุ่น” อายุยืนยาวแค่ช่วงปี 1932 – 1945

พระราชวังเว่ยหวงกงในเมืองฉางชุนอาจเรียกว่าเป็น “พระราชวังต้องห้ามแห่งที่ 2” จักรพรรดิผู่อี๋ก็ได้ ทรงประทับอยู่ในช่วงปี 1935-1945 เป็นกลุ่มอาคารสองชั้นทรงเรียบง่าย ที่โดดเด่นกว่าใครคือตึกถงเต๋อ (Tongde Hall) มีห้องโถงใหญ่รองรับอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติ (อย่างที่เห็นในภาพยนตร์เรื่องThe Last Emperor) ชั้นบนมีห้องบรรทม ห้องอ่านหนังสือ ห้องบิลเลียด เปียโน โต๊ะปิงปอง และตึกชิงหมิง (Qinmin) สำหรับว่าราชการแผ่นดิน ประกอบด้วยท้องพระโรง พระที่นั่ง ในพื้นที่ขนาดกระทัดรัด มีสนามม้าอยู่ในบริเวณด้วย

ปัจจุบันรัฐบาลจีนเรียกพระราชวังแห่งนี้ว่า “พิพิธภัณฑ์แห่งพระราชวังและรัฐแมนจู” (Museum of Imperial Palace of Manchu State) เล่าประวัติศาสตร์ด้วยรูปภาพ ข้าวของเครื่องใช้บางส่วนของจักรพรรดิผู่อี๋และพระชายา พร้อมกับหุ่นจำลองเหตุการณ์ มีตึกนิทรรศการแยกเฉพาะเพื่อบอกเล่าความเลวร้ายที่จีนถูกญี่ปุ่นย่ำยี  ฉีดเชื้อโรคร้ายสารพันสู่คนเป็น ๆ เพื่อทดลองอาวุธชีวภาพ คร่าชีวิตคนจีนไปหลายแสนคน รวมทั้งคนเกาหลีด้วย 

หนึ่งในหลักฐานความโหดร้าย “จับคนมาทำเชื้อโรค” ที่โด่งดังที่สุดคือ “หน่วย 731”  ในเมืองฮาร์บินซึ่งญี่ปุ่นใช้วิจัยและพัฒนาอาวุธเคมีและชีวภาพ มีอาคารแยกย่อยถึง 150 หลังและตู้จำนวนหลายพันเพื่อเพาะเชื้อโรค 

สงครามโลกครั้งที่ 2 สลายแสงยานุภาพของญี่ปุ่น ลบแมนจูกั๋วให้เลือนหาย ผู่อี๋กือบได้ย้ายนิวาสถานไปอยู่ญี่ปุ่นมะรอมมะร่อ แต่ถูกทหารของรัสเซียจับตัวได้ขณะที่ทหารญี่ปุ่นนำตัวมายังสนามบินเสิ่นหยางในปี 1945  ถูกกักตัวในไซบีเรีย ประเทศรัสเซียพักใหญ่ ก็ถูกส่งคืนจีนในปี 1950 เข้าห้องขังอยู่ร่วมกับนักโทษการเมืองคนอื่นๆ ในสถานควบคุมที่ฮาร์บิน สวมชุดนักโทษรหัส 981 อยู่นานเกือบ 10 ปี 

อุตสาหกรรมรถยนต์เข้ามาเป็นรอยต่อประวัติศาสตร์ให้กับฉางชุนในเวลาต่อมา เมื่อจีนได้รับความช่วยเหลือจากรัสเซีย จัดตั้งโรงงานผลิตรถยนต์แห่งแรกขึ้นที่นี่ บริษัทรถยนต์ฉางชุน (Changchun Car) ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อค.ศ. 1954 (พ.ศ. 2497) เป็น”หนึ่งใน  156 อภิมหาโครงการ” ในแผนพัฒนาประเทศ 5 ปีที่ใช้ครั้งแรกหลังคอมมิวนิตส์ครองแผ่นดินจีน ปัจจุบันที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทผลิตเครื่องจักรและรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของจีน (กลุ่ม First Automotive Works : FAW) ยังคงอยู่ในเมืองแห่งใบไม้ผลิแห่งนี้  

ส่วนผู่อี๋ จักรพรรดิผู้อาภัพ หลังจากตกบัลลังก์ครั้งที่ 2 จากพระราชวังเว่ยหวงกงในเมืองฉางชุน มาเป็นสามัญชนและติดคุก ก็เขียนคำสารภาพในฐานะอาชญากรทางการเมือง นัยว่าถึงจะสมคบกับคนนอกเผาบ้านตัวเองแต่ก็ไม่คาดคิดถึงความอำมหิตของญี่ปุ่นมาก่อน จนได้รับการนิรโทษกรรมในวันที่ 4 ธ.ค. 1959 จากนั้นยึดอาชีพคนสวนประจำสวนพฤกษศาสตร์ในปักกิ่งก่อนย้ายไปประจำที่คณะกรรมการวิจัยประวัติศาสตร์ (Research Committee of Historical Accounts of Past Events : HAPE) ภายใต้สภาที่ปรึกษาการเมืองประชาชนแห่งชาติ (CPPCC) มีผลงานเด่นเป็นอัตชีวประวัติหนึ่งเล่ม “ชีวิตครึ่งแรกของข้าพเจ้า” (ฉบับภาษาอังกฤษชื่อ “From Emperor to Citizen”) ก่อนจากลาโลกไปด้วยโรคมะเร็งในไตเมื่อปี 1967 สิริอายุรวม 61 ปี

 (emof ปีที่ 5 ฉบับที่ 60 มิถุนายน 2553)

Advertisements

ให้ความเห็น »

ยังไม่มีความเห็น

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

%d bloggers like this: