Travel the World – ดื่มศิลปะ เคล้าวัฒนธรรม แกล้มประวัติศาสตร์

12/09/2010

กากาดู หอศิลป์ถิ่นจระเข้

ผลงานศิลปะชั้นดีไม่ได้มีแต่ในหอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์ชั้นนำ หากซ่อนอยู่ในวงล้อมธรรมชาติรังสรรค์ อย่างที่อุทยานแห่งชาติคาคาดู (Kakadu National Park) มรดกโลกแห่งนี้มีภาพขีดเขียนบนหินสีส้มแดงอายุกว่าสี่หมื่นปีของชาวอะบอริจิน ในหุบผาหินงามเว้าแหว่งแทรกสายน้ำตก แวดล้อมด้วยผืนป่าชุ่มน้ำกว้างใหญ่ไพศาลอันเป็นแหล่งอาศัยสิ่งมีชีวิตหายาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจระเข้น้ำเค็มขนาดมหึมา

การเผชิญหน้ากับชาวพื้นเมืองเก่าแก่ หรืออะบอริจิน (Aborigine) ที่บางครั้งไม่เป็นมิตร ชื่อประจำถิ่นอ่านยากชวนกุมขมับ หรือสภาพอากาศแปรปรวน แมลงรบกวนมากมาย ไม่อาจเป็นอุปสรรคยับยั้งไม่ให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาเยือนอุทยานแห่งชาติใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียครอบคลุมพื้นที่ 20,000 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ นับคร่าว ๆ มีจำนวนมากกว่าสองแสนรายต่อปี

“คาคาดู” เป็นศัพท์ที่เซอร์บัลวิน สเปนเซอร์ (Sir Baldwin Spencer) นักโบราณคดีและชีววิทยา ใช้เรียกผู้คนที่อาศัยบริเวณย่านแม่น้ำจระเข้ เพี้ยนมาจากคำพื้นเมือง “กากัดจู” (Kakudju หรือ Gagadju) ของชาวอะบอริจิน แต่ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าชื่อเรียกขานนี้ไม่มีความหมายพิเศษ (อ้างจาก Sydney Morning Herald, 8 กุมภาพันธ์ 2004)

ความหมายที่แท้จริงของคาคาดูนั้นยากจะพรรณา ด้วยเป็นหนึ่งในพื้นที่บรรจุงานศิลปะบนหินของชาวพื้นเมืองที่หนาแน่นที่สุดในโลก มีชุมชนชาวอะบอริจินทั้งหมด 5,000 แห่ง “เจ้าบ้าน” คือเผ่าบินอิ้ง (Bininj) หรือมูงกวย (Mungguy) อันเป็นชนกลุ่มแรกก่อน “ผู้บุกรุก” ผิวขาวที่เข้ามาใช้ประโยชน์และแย่งชิงทรัพยากร โดยชนชาติแรกที่มาสำรวจแผ่นดินนี้เป็นชาวดัทช์ในปี ค.ศ. 1623 ก่อนความพยายามเข้ามาตั้งรกรากของชาวอังกฤษช่วงปี 1830 ตามมาด้วยพวกล่าควายน้ำ (Water Buffalo Hunters) ในช่วงทศวรรษ  1880

สำหรับชาวอะบอริจิน ศิลปะฝังแน่นในสายเลือดและจิตวิญญาณของพวกเขา ทำให้แต่ละชุมชนผลิตงานศิลปะของตัวเอง แต่หากจะเสพงานศิลปะพื้นเมืองของชาวอะบอริจินให้ถึงแก่น ต้องรู้จักคำว่า “Dreamtime” – – หมายถึงห้วงยามที่โลกถูกสร้างขึ้น ซึ่งพวกเขาถือเป็นยุคที่บรรพบุรุษปรากฏตัวขึ้นบนโลก ตั้งกฏเกณฑ์ และขนบธรรมเนียมประเพณีในการใช้ชีวิต เมื่อ “ยุคสร้างโลก” นี้จบลง บรรพบุรุษเหล่านั้นก็เปลี่ยนร่างเป็นภูเขาสายน้ำและสัตว์นานา ดังนั้น ชาวพื้นเมืองจึงวาดภาพศิลปะบนหินและทรายเพื่อรำลึกถึง “ยุคสร้างโลก” ซึ่งเป็นวัฏจักรของจิตวิญญาณนิรันดร แสดงให้เห็นว่าชาวอะบอริจินเชื่อมโยงกับบรรพบุรุษและธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง

ภาพเขียนโบราณของชนพื้นเมืองหาชมได้ 2 จุดใหญ่ ๆ คือ 1) เพิงผาบริเวณ Ubirr (หิน Obiri) ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของคาคาดู 2) Nourlangie Rock และ Nanguluwur ในดินแดน Arnhem โดยส่วนใหญ่เกี่ยวกับการล่าสัตว์ พิธีกรรมทางศาสนา ตำนานบรรพบุรุษผู้สร้างโลก ระบายด้วยสีแดงส้ม เหลือง ขาวและดำเป็นหลัก

Ubirr โดดเด่นไปด้วยความเชื่อทางศาสนาของคนในยุคเก่าก่อน เช่น “จิตวิญญาณแห่งมิมี่” (Mimi Spirit) ทำท่ากำลังจะโยนหอก, “งูสายรุ้ง” (Rainbow Serpent) หนึ่งในสัญลักษณ์ศิลปะพื้นเมืองที่เก่าแก่ที่สุด มีอายุกว่า 23,000 ปี, “พี่น้องนามาร์การ์น” (Namarrgarn Sisters) วิญญาณเจ้าเล่ห์ผูกเชือกกับอวัยวะผู้อื่นจนทำให้เจ็บป่วย และ “นายหญิง” เจ้าของอำนาจเงียบในชื่อพื้นเมืองว่า “Garranga’rrelito” นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยสัตว์พื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นปลาบารามุนดิ (Baramundi) ตะกวดออสเตรเลีย (Goanna) เต่า (Turtle) เม่นแคระ (Possum) วอลลาบี (Wallaby) และจิงโจ้ (Kangaroo) ที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่าคือภาพวาดแสดงโครงสร้างภายใน หรือ “เอ็กซเรย์” ที่ล้ำหน้าเกินยุค เจาะลึกไปถึงกระดูกและอวัยวะทั้งคนและสัตว์ ซึ่งเชื่อกันว่าชาวอะบอริจินเริ่มวาดภาพแนวนี้ราว 2000 ปีก่อนคริสตกาล

ผลงานร่วมสมัยก็หาดูได้ พัวพันกับชาวยุโรปเป็นหลัก ได้แก่ นักล่าควายน้ำยุคแรกๆ จากภาพชายยืนล้วงกระเป๋า ส่วนอีกคนก็ท้าวสะเอว ทำท่าวางกล้ามออกคำสั่งกับชาวอะบอริจิน

หอศิลป์ธรรมชาติอีกแห่งในคาคาดูที่ไม่ควรพลาด คือที่ Nourlangie Rock จะพบภาพวอลลาบีหินหูสั้นที่ทำขึ้นโดยการสกัดหิน ใกล้ ๆ กันมีภาพบรรพบุรุษใน “ยุคสร้างโลก” “นามอนจ็อก” (Namondjok) ที่มีตำนานแตกต่างกันไปในแต่ละเผ่า บ้างก็ว่าอาศัยอยู่บนท้องฟ้า เห็นได้เฉพาะเวลากลางคืนเป็นจุดดำ ๆ บนทางช้างเผือก บ้างก็ว่าละเมิดกฏพื้นเมืองเอาน้องตัวเองมาเป็นเมีย

ข้าง ๆ “นามอนจ็อก” มี “นามอาร์กอน” (Namarrgon) ยืนตระหง่าน รู้จักกันในนาม “ชนสายฟ้า” (Lightning Man) บรรพบุรุษที่ควบคุมพายุฟ้าคะนองในฤดูฝน ข้างใต้มี “บาร์จีน” (Barrginj) ผู้เป็นภรรยา สืบทายาทเป็นตั๊กแตนหลากสี ซึ่งกำหนดภาษา ความเชื่อ ค่านิยมและโครงสร้างทางสังคมในยุคสร้างโลก ทุกวันนี้อาจพบ “ทายาทของชนสายฟ้า” ในแหล่งธรรมชาติก่อนเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก เชื่อกันว่าส่งเสียงหวีดร้องให้บิดานำสายฝนมาตกตามฤดูกาล

โชคดีจริง ๆ ที่รัฐบาลออสเตรเลียล้มเลิกโครงการเหมืองแร่ยูเรเนียม Jabiluka ที่อยู่ใกล้ ๆ ไปเมื่อปี 2003 นอกจากช่วยรักษาชนพื้นเมือง “Mirrar” ได้หนึ่งเผ่า ยังเพิ่มความมั่นคงทางจิตใจให้กับชนพื้นถิ่น ใครจะไปรู้ผลกระทบในภายภาคหน้า อาจไม่เหลือใครคอยส่งเสียงเตือนฤดูฝน หรือบรรพบุรุษผู้สร้างโลกสำแดงฤทธิ์ผิดเพี้ยนด้วยความพิโรธถึงขั้นทำให้ลูกหลานตายตกตามกัน

บริเวณนี้มีศิลปะยุคหลังเกี่ยวกับการเดินทางมายังคาคาดูของชาวยุโรปโดยใช้เรือเป็นพาหนะ แต่ภาพใหม่ ๆ ที่ฮือฮาที่สุดคือผลงานของ Najombolmi ในทศวรรษ 1960 นำเสนอ “มิมิ” (Mimi) วิญญาณใน “ยุคสร้างโลก” กำลังพุ่งหอก ส่วนงานศิลปะบนหินที่ใหม่ที่สุดในคาคาดูถูกวาดขึ้นในปี 1986 หาชมได้บริเวณ Nanguluwu (หรือ Nanguluwur) ใกล้ ๆ Nourlangie Rock นั่นเอง

อีกด้านหนึ่งของอู่อารยธรรมคาคาดู กำเนิดจากแม่น้ำสี่สายคือแม่น้ำจระเข้ใต้-ตะวันออก-ตะวันตก และแม่น้ำไวลด์แมน (“คนเถื่อน”) คือระบบนิเวศน์ที่ซับซ้อนและความหลากหลายทางชีวภาพ อุดมไปด้วยพันธุ์พืช 1,275 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (Mammal) 62 ชนิด แมลง 10,000 ชนิด และสัตว์เลื้อยคลาน (Reptiles) กว่า 123 ชนิด ส่วนนกมีประมาณ 280 ชนิด ปลาน้ำจืด 51 ชนิด – เชื่อหรือไม่ว่าที่นี่เป็นแหล่งอาศัยของหนึ่งในสี่ของสายพันธุ์ปลาน้ำจืด และหนึ่งในสามของสายพันธุ์นกของออสเตรเลีย!

คาคาดูจึงเป็นแดนในฝันสำหรับคนรักการผจญภัยท่ามกลางฝูงสัตว์ป่า ยิ่งหนังเรื่อง Crocodile Dundee ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำ ยิ่งประโคมชื่อเสียงในเรื่องจระเข้ชุกชุม มีทั้งจระเข้น้ำจืด (Freshwater Crocodile) ตามแม่น้ำลำห้วย สมทบด้วยแก๊งค์จระเข้น้ำเค็ม (Estuarine crocodile) ตัวใหญ่เบ้ง คอยแอบอิงตามชายฝั่งทะเล อำพรางตนอยู่ในป่าโกงกางหรือพลัดเข้ามาไกลหน่อยในช่วงน้ำขึ้น ซึ่งพันธุ์ไหน ๆ ก็เห็นคนเป็นอาหารได้ทั้งนั้น

ริจะมาเที่ยวที่นี่ ต้องปฏิบัติตามกฏอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่แค่เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเอง แต่เป็นของธรรมชาติด้วย เราจึงเดินป่าได้เฉพาะเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่กำหนด หากฝ่าฝืนถือว่าผิดพระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพปี 1999 (Environment Protection and Biodiversity Conservation Act 1999) เจอโทษแรงด้วยนะขอบอก

ค่าเข้าอุทยานแห่งชาติคาคาดูคือ $25 (เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี และพลเมืองเขตเหนือของออสเตรเลียไม่ต้องจ่าย) มีอายุ 14 วัน ทว่ามีเวลาวันเดียวก็เที่ยวคาคาดูได้หากเร่งรี่แต่เช้า ตรงดิ่งไปศูนย์แนะนำนักท่องเที่ยว (Bowali Visitor Centre) หรือเริ่มที่พื้นที่ศิลปะ Ubirr (Obiri Rock) จากนั้นก็ล่องเรือบนแม่น้ำจระเข้ตะวันออกชมสิ่งชีวิตประจำป่าเขตร้อน ผ่านฝูงจระเข้ และนกน้ำนานา อาทิ นกกระเรียนออสเตรเลีย (Brolgas), นกกระสาคอดำ (Jabiru), นกเป็ดแดง (Whistling Duck), เป็ดราชา (Radjah shelduck), นกน้ำแม็กไพกูส (Magpie geese), นกกินปลา (kingfisher) และนกกระสา (heron)  ชมน้ำตกแฝดและน้ำตกจิมจิม (Jim Jim) ที่สูงกว่า 250 เมตร พร้อมกับทัศนาแหล่งรวมศิลปะบนหินของชาวอะบอริจินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ควรมีเวลาสัก 3 วันเพื่อซึมซาบวิถีคาคาดูให้เต็มอิ่ม นอนที่ออรอร่า คาคาดู ลอดจ์ (Aurora Kakadu Lodge) ในอุทยานฯ สักคืน บางรายตบท้ายด้วยการพักโรงแรมหรูกากัดจู (Gagadju) ทรงจระเข้ในเครือฮอลิเดย์อินน์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 60 กิโลเมตร

ก่อนไปเยือนอุทยานแห่งชาติคาคาดู ควรศึกษาข้อมูลสภาพอากาศให้รอบคอบ เพราะที่นี่มีถึง 6 ฤดู เรียกขานตามภาษาพื้นเมืองได้ดังนี้ 1) Gunumeleng ฤดูก่อนมรสุม ช่วงกลางตุลาคม – ธันวาคม อากาศเริ่มชื้นมากขึ้น ฝนฟ้าคึกคะนองช่วงกลางวัน ปลาบรามุนดิเริ่มวางไข่ 2) Gudjewg ฤดูมรสุม ธันวาคม – มีนาคม จัดเป็นฤดูฝนขนานแท้ น้ำหลากพืชพรรณเขียวชอุ่ม ขนาดหญ้าหอก (Spear Grass) สูงได้กว่า 2 เมตร 3) Banggerreng ฤดูฟ้าแจ่มใส ในเดือนเมษายน อากาศเริ่มเย็นสบาย ท้องฟ้าและลำน้ำใส ชาวพื้นเมืองจะเริ่มล่าสัตว์และเก็บเกี่ยวผลผลิตจากธรรมชาติ 4) Yegge เดือนพฤษภาคม เข้าสู่ฤดูหนาว 5) Wurrgeng หรือฤดูหนาว อยู่ระหว่างมิถุนายน – สิงหาคม 6) Gurrung ฤดูร้อนและแห้งแล้ง สิงหาคม – กันยายน ถ้ามาก็จะเห็นไม้เปลือกร่อนผลิดอกสะพรั่งติดแอ่งน้ำซึ่งอุดมด้วยนกน้ำ

นักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนคาคาดูในช่วงฤดูหนาว (มิถุนายน – สิงหาคม) ปัจจัยหลักคือแมลงรบกวนน้อย อากาศไม่ร้อนอบอ้าวทรมาณสังขารเกินไป หากเบื่อฝูงชนให้หลีกเลี่ยงเดือนกรกฎาคม ส่วนช่วงที่ไม่น่าไปเลยก็คือหน้าฝน (ฤดูมรสุม) เพราะลำบากลำบนจนบริการหลายอย่างถูกยกเลิก
หากไม่เกรงการเผชิญหน้ากับจระเข้ดุร้าย ยังมีความงามชวนตื่นเต้นรอให้ชมอีกแบบในหน้าฝน นั่นคือ พายุฝนฟ้าคะนองคำรามกึกก้อง อวดสายฟ้าแตกระแหงแจ่มชัด คราวนี้แหละ ผู้มาเยือนจะได้อภิเชษฐ์กับความยิ่งใหญ่ของ “ชนสายฟ้า” ตำนานบรรพบุษของชาวอะบอริจิน

อุปสรรคคงมีเพียงอย่างเดียวตรงที่ – – ไม่ค่อยมีใครกล้า!!

ข้อมูลประกอบการเขียน
– Australian Government : Department of the Environment, Water, Heritage and the Arts; Tourism Australia; Exploring World Art โดย Andrea P. A. Belloli และ Public Broadcasting Service (PBS)
– ขอขอบคุณ Tourism Australia, OZ Outback และ Australian Traveller ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบ

(emof ปีที่ 5 ฉบับที่ 62 สิงหาคม 2553)

Advertisements

ให้ความเห็น »

ยังไม่มีความเห็น

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

%d bloggers like this: